วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เสมือนจริง = ไม่จริง เรื่องขำที่ขำไม่ออก


LOL เป็นศัพท์ของเด็กแชต และนักส่งข้อความทางมือถือที่หมายความว่า "ขำกลิ้ง" หรือ "ขำก๊าก" (laugh out loud) ทว่าหนังของ โจ สวอนเบิร์ก เรื่องนี้จะว่าไปก็ไม่ค่อยจะขำสักเท่าไร โดยเฉพาะเรื่องราวของตัวละครหลัก 2 ตัว อย่าง อเล็กซ์ (เควิน เบเวอร์ดอร์ฟ) และคริส (ซี. เมสัน เวลส์) ที่ใช้ชีวิตแบบหลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริง ไปหลงใหลสาวจากอินเทอร์เน็ต และเซ็กซ์โฟน ทั้งมิอาจแยกแยะออกจากความเป็นจริงส่วนตัว ก็ทำให้โลกของพวกเขาไร้เสียง LOL (หัวเราะดังๆ)
เพื่อนหนุ่มอีกคน ทิม (โจ สวอนเบิร์ก) แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวที่มีตัวตนในชีวิตจริง คือ เอดา (บริจิต เรแกน) และทำท่าไม่เข้าใจว่าเพื่อนทั้ง 2 ทำอะไรกันอยู่ กับคนที่ไม่เคยคบหาอย่างคุ้นเคย ไม่เคยมาใช้ชีวิตร่วมกัน จะรักกันเข้าไปได้อย่างไร ขณะที่ตัวเขาเองก็ติดคอมพิวเตอร์ที่บรรจุไว้ด้วยโปรแกรมแชตและเกมส์น่าสนอีกมากมาย แถมเขายังเป็นโรคติดคุยโทรศัพท์ตลอดเวลา ก็ทำให้ความสัมพันธ์กับแฟนสาวเต็มไปด้วยความเฉยเมย
โลกของคนติดแชตแตกต่างกับคนอื่น หญิงสาวน่ารักคนหนึ่งที่มาหลงเสน่ห์นักสร้างสรรค์ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อย่างอเล็กซ์ สร้างความประหลาดใจให้ชายหนุ่ม เมื่อบอกว่าเธอเช็กอีเมลสัปดาห์ละครั้ง ขณะที่ตัวเขาเช็กเมล (จากสาวที่หลงรักผ่านห้องแชต) แทบทุก 30 วินาที
หนังเปิดเรื่องมาอย่างน่าสนใจ เป็นภาพคลิปหญิงสาวกำลังโชว์เปลื้องผ้าจากอินเทอร์เน็ต พร้อมคำพูดเชิญชวน "ฉันมีคุณคนเดียว" หลังจากนั้นภาพตัดมาเป็นชายหนุ่มกว่าครึ่งค่อนโลกที่กำลังชมอยู่ (LOL)
มีอีกหลายฉากที่ โจ ผู้ทั้งกำกับ แสดง เขียนบท ตัดต่อ และสร้างเอง แสดงให้เห็นถึงมุมเสียดสีสังคมของคนที่บ้าเทคโนโลยี จนไม่สนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ไม่ว่าจะเป็น ภาพคริสกำลังสบตาพูดคุยกับสาวนางหนึ่ง ขณะที่ในหัวของเขาได้ยินแต่เสียงหญิงสาวอีกคนที่ไม่เคยเจอะหน้า แต่เป็นเสียงฝากข้อความทางโทรศัพท์ พร้อมคลิปภาพโป๊เป็นชุดๆ
ภาพอเล็กซ์ที่พยายามจะนัดพบกับสาวในอินเทอร์เน็ตในเซนต์หลุยส์ แต่กลับไปพักบ้านของหญิงสาวอีกคนที่ปิ๊งเขา ห้องของเธอไม่มีคอมพิวเตอร์ อเล็กซ์จึงต้องไปใช้คอมพิวเตอร์ของแม่เธอ ซึ่งไม่เคยใช้งานมานาน จนกระทั่งสายไฟยังมีไม่ครบ
รวมทั้ง ภาพทิมนั่งข้างๆ เพื่อนหนุ่มอีกคน บนตักของทั่งคู่มีโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ แทนที่จะคุยกันตรงๆ กลับคุยกับผ่านการแชต ฯลฯ
การสร้างสรรค์เพลงอิเล็กทรอนิกส์ของอเล็กซ์ในเรื่อง รวมทั้งการเก็บภาพหน้าคนมากมาย กำลังทำเสียงต่างๆ หน้ากล้องวิดีโอ นำมาสรรค์สร้างเป็นเสียงดนตรี ก็สร้างสีสันให้ LOL เพิ่มได้อีกอักโข
หนังเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ให้พฤติกรรมของแต่ละคนเล่าเรื่องที่เสียดสีสังคมไปเรื่อยๆ เหมือนเช่นเหตุการณ์เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนเหล่านั้นจริงๆ
และเรื่องราวในชีวิตคนเรา ณ ปัจจุบันนี้ ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ นั่นแหละ ...
LOL ขำป่ะ?

งานชุมนุมหุ่นยนต์ (ผู้กำกับ)


แม้จะผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่เนื้อหาใน Robotto kanibaru (Robot Carnival) ยังคงมีความร่วมสมัย ไม่ต่างกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ "มนุษย์ 200 ปี" หรือ The Bicentennial Man ของ อิสซาค อาสิมอฟ คนรุ่นใหม่ๆ ที่เคยชื่นชอบ Animatrix ซีรีส์การ์ตูนสั้น ที่ออกมาพร้อมๆ กับภาพยนตร์ไตรภาค Matrix ต้องบอกว่า ซีรีส์เรื่องนี้ "เป็นพ่อเป็นแม่" ของ Animatrix อีกที
9 ผู้กำกับ นำโดย คัตสึฮีโร โอโทโม (เจ้าของผลงาน Akira) มาเล่าเรื่องผ่านมังงะขนาดสั้นในสไตล์เฉพาะตัว เบิกโรงโดย พี่ใหญ่ คัตสึฮีโร ที่พายานบรรทุกหุ่นยนต์ขนาดมหึมา ซึ่งเป็นรูปตัวหนังสือ Robot Carnival มาเบิกโรง "งานชุมนุมหุ่นยนต์" เป็นเรื่องแรก
มังงะสั้นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีบทพูด หากอาศัยเทคนิคการ์ตูนเคลื่อนไหวประกอบดนตรี คล้ายกับแอนิเมชันในยุค "ซิลลี ซิมโฟนี" ของวอลท์ ดิสนีย์
ช่วงแรกเรียก Opening กำกับโดย คัตสึฮีโร โอโทโม และ อัตสึโกะ ฟุกุชิมะ เล่าเรื่องราวของยานหุ่นยนต์ขนาดมหึมา ที่เดินทางมาจัดงานคาร์นิวัล หุ่นใกล้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางทะเลทราย ปี่แตรเบิกโรงการแสดงแทบไม่ต่างจากการประกาศสงครามของมหาอำนาจต่อประเทศเล็กๆ ในทะเลทราย สายรุ้ง ประทัด และตุ๊กตาเริงระบำที่สวยงาม กลับคล้ายระเบิดเวลาที่ทำลายหมู่บ้านให้ราบเป็นหน้ากลอง
Franken's Gears ผลงานของ โคจิ โมริโมโต ได้แรง บันดาลใจจากวรรณกรรมของ แมรี เชลลี เรื่อง Frankenstein ศาสตราจารย์กำลังสร้างหุ่นยนต์ แต่กลับเกิดเหตุผิดปกติก่อนที่ขั้นตอนทั้งหลายจะเสร็จสมบูรณ์ กระนั้นเจ้าหุ่นที่บรรจงสร้างยังสามารถฟื้นตื่นมีชีวิตขึ้นมาได้ แต่ก็แน่นอน มิใช่อย่างที่ศาสตราจารย์คิดหวังเอาไว้...
ตามด้วยผลงานของ ฮิเดโตชิ โอโมริ Deprive เรื่องราวของหุ่นยนต์ผู้รุกรานจากนอกโลก ที่มีหุ่นยนต์แบบฮิวแมนนอยด์ หรือ หุ่นยนต์เหมือนมนุษย์เป็นผู้ช่วยกอบกู้โลกเอาไว้
ถัดมาเป็นดรามามังงะ Presence กำกับโดย ยาสึโอมิ อูเมตซึ เล่าเรื่องของชายหนุ่ม ผู้พยายามใช้ชีวิตตามแบบแผน มีภรรยา มีลูก แต่ยังรู้สึกโดดเดี่ยว เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ต้องการรักษาธรรมชาติ ดูเหมือนผู้คนจะแอนตี้หุ่นยนต์ เห็นพวกมันเป็นสัตว์เลี้ยง หุ่นยนต์ที่เก่าพังถูก ทิ้งในถังขยะ ก่อนจะไปวางกองรวมกันสูงราวตึกระฟ้า 40 ชั้นที่ นอกเมือง
ชายหนุ่มแอบสร้างหุ่นยนต์ ผู้หญิงที่สวยราวตุ๊กตา นับเป็นสิ่งที่ตอบสนองอารมณ์ที่รักความตื่นเต้นของเขา แต่เมื่อหุ่นยนต์สาวสวยกลับสามารถซึมซับความรู้สึกโดดเดี่ยวในจิตใจของเขาได้ แถมกลายเป็นหุ่นแบบมีอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมา ทางออกที่เขาเลือกจึงกลายเป็นความเศร้าใจตลอดชีวิตของตัวเอง
Star Light Angel ผลงาน ฮิโรยูกิ คิตะซูเมะ มังงะสั้นๆ และเต็มไปด้วยจังหวะดนตรีสนุกสนาน เรื่องราวของเด็กสาว 2 คน ที่เข้าไปเที่ยวในสวนสนุก เด็กสาวคนหนึ่งอกหัก จึงวิ่ง เตลิดไป ภาพหลอนทำให้เธอเห็นแฟนเก่ากลายเป็นปีศาจ แล้วบรรยากาศรอบข้างก็กลายเป็นโลกตามจินตนาการที่มืดมนของเธอ หุ่นยนต์ประจำสวนสนุกรับบทอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเธอให้พ้นจากเภทภัย
Cloud คือมังงะสั้นที่โดดเด่นมากที่สุดในบรรดามังงะสั้นทั้ง 9 เรื่อง (หรืออาจจะเป็นความชอบส่วนตัวของผู้เขียน) ผลงานของ เมา ลัมเดา ถ่ายทอดออกมาเป็นลายเส้นเคลื่อนไหวคล้ายสตอรีบอร์ด เล่าเรื่องของหุ่นยนต์ที่เปรียบประหนึ่งมนุษย์ผู้เดินทางผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านอุปสรรคและกาลเวลา ที่แสดงออกด้านความแปรเปลี่ยนผ่านทางก้อนเมฆ ที่เปลี่ยนรูปร่างไปต่างๆ กัน ตั้งแต่โครงร่างของศิลปะสมัยเรอเนสซองซ์ รูปยูเอฟโอ รูประเบิดปรมาณู ฯลฯ ประกอบดนตรีที่ให้อารมณ์เหมือนฝัน
A Tale of Two Robots -- Chapter 3: Foreigner Invasion เป็นมังงะอีกเรื่องที่มีบทพูด เล่าเรื่องของหุ่นยนต์ 2 ตัว ตัวหนึ่งเป็นผู้รุกรานจากต่างประเทศ อีกตัวเป็นหุ่นยนต์รูปอาคารโบราณญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ปกป้องประเทศและไล่ผู้รุกราน เรื่องนี้เล่าผ่านสไตล์การนำเสนอแบบขำๆ ทว่าเป็นการเสียดสีสุดๆ เฉกเช่นการทำสงครามระหว่าง 2 ประเทศ ที่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรดี
Nightmare หรือ Chicken Man and Red Neck in Tokyo เล่าฝันร้ายของชายขี้เมาคนหนึ่ง ในยุคที่ยามค่ำคืนของกรุงโตเกียวดำเนินไปโดยการควบคุมของเครื่องยนต์กลไก เป็นแรง บันดาลใจที่ผสมผสานเอาตำนานเก่าแก่เรื่องปีศาจของญี่ปุ่นเอาไว้ โดยบรรจุอยู่ในฝันร้ายของชายขี้เมา กำกับโดย ทาคาชิ นากามูระ
ปิดท้ายเรื่องราวทั้งหลายด้วยผลงานของ คัตสึฮีโร โอโทโม และ อัตสึโกะ ฟุกุชิมะ ยานมหึมาลำเดิมยังคงเดินทางต่อไปในดินแดนทะเลทราย เพื่อเปิด (สงคราม) การแสดงต่อ
จะมีอะไรเหลือสู่รุ่นต่อไปของมนุษยชาติหรือไม่ ซีรีส์มังงะเรื่องนี้ให้คำตอบเอาไว้ที่ตอน สุดท้าย... (อย่าลืมดูจนจบจริงๆ ล่ะ)
เรื่องราวจินตนาการเกี่ยวกับหุ่นยนต์มิใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่เคยเก่า โดยเฉพาะซีรีส์ Robotto kanibaru (Robot Carnival) เต็มไปด้วยมังงะแนวหรรษา สดใสวัยรุ่น มังงะสไตล์ลูกผู้ชาย ดรามา งานเชิงอาร์ตจัดๆ และเรื่องตลก ทั้งมีเนื้อหาครบรสในเรื่องชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม สงคราม ฯลฯ แต่ละเรื่องผูกโยงเอาไว้ด้วยฮินท์จากเรื่องก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นลำแสง การระเบิด นางฟ้า ดวงดาว คอนเซปต์ของซีรีส์เด่นชัดกว่า Animatrix ที่บางคนอาจเคยชื่นชอบเสียอีก
เป็นดีวีดีอีกแผ่นหนึ่งที่คอหนังและนักสะสมหนังดีๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

มุมมืดใน (ใจ) กลางกรุงปารีส


นี่คือคำตอบของการผสมผสานการ์ตูนและนิยายราคาถูก (แบบเล่มละ 5 บาท) กับหนังแนว "ฟิล์มนัวร์" เข้าไว้ด้วยกัน Renaissance จึงออกมาเป็นรูปแบบของแอนิเมชันสีขาว/ดำ ที่เล่นเทคนิคไฮ-เดฟินิชันแบบสุดโต่ง ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ แทบไม่มีกึ่งกลางอย่างสีเทา ทำให้หลายๆ คนชมแล้วอาจจะบ่นอุบว่า เป็นแอนิเมชันที่ทำร้ายสายตาจริงๆ (ไม่แน่อาจทำร้ายจิตใจให้ขุ่นมัวยิ่งขึ้นด้วยสิ)
หากยูโทเปียคือโลกในความฝันอันสวยงามและจินตนาการแสนบรรเจิด ที่ใครๆ ก็ต้องการไปใช้ชีวิต ใน Renaissance ก็จะเป็นความสุดโต่งที่ตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว เป็นฝันร้ายที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของขบวนการใต้ดิน อาชญากรรม ความยากจน ความรุนแรง ทุกๆ ความไม่ดีงามล้วนรวมกันอยู่ที่นี่
กรุงปารีส ปี 2054 ที่ยังมีหอไอเฟลและแม่น้ำแซนอยู่คงเดิม ทว่าเมืองในฝันมากสีสันของใครๆ หลายคน พลิกกลับไปเป็นความหม่นหมอง ถนนเลียบแม่น้ำแซนที่เคยเต็มไปด้วยธรรมชาติแสนร่มรื่นน่าเดินเล่น กลับกลายเป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยท่อเหล็ก ทางเดินกรุกระจกเพื่อป้องกันมลพิษ เมืองในฝันอยู่ห่างไกลจากความงดงาม ณ สุดขอบ
ตำรวจตัวกลั่น การาส (เสียงโดย ดาเนียล เคร็ก) เข้ามาสืบคดี อิโลนา (โรโมลา กาไร) พนักงานสาวของบริษัทยักษ์ใหญ่ อวาลง ที่ควบคุมทั้งกิจการอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจด้านสุขภาพ และสื่อต่างๆ ของกรุงปารีสเอาไว้หมด เธอหายตัวไปอย่างปริศนา หลังจากที่สืบสาวราวเรื่องไปกลับพบว่า อิโลนา ไปขุดคุ้ยความลับที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการวิจัยด้านยีนมนุษย์ของบริษัท อวาลง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุให้เธอหายตัวไปนั่นเอง
ระหว่างสืบคดี การาสมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ บิสลาเน (แคเทอรีน แม็คคอร์แม็ค) พี่สาวของอิโลนา สิ่งที่ทั้งคู่ได้รับรู้ก็คือ อิโลนาได้ไปรู้ความลับซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการเป็นอมตะของมนุษย์ การาสรับปากจะช่วยชีวิตของน้องสาวบิสลาเน แต่เขาจะทำได้อย่างที่เธอขอร้องหรือไม่...
"สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น" คือวลีเด็ดของใครสักคนที่คริสติยองนำมาเป็นวิธีคิดในแอนิเมนัวร์ของเขา นอกจากบุคลิกภาพของตัวเอกอย่าง การาส ที่เป็นแบบ "บี-มูวีส์" หรือ พระเอกหนังทุนต่ำในยุคทศวรรษ 1950 แล้ว แอนิเมชันเรื่องนี้ยังเห็นอิทธิพลของหนังยุคอาวองต์-การด์ฝรั่งเศสแบบเต็มๆ
นอกจากนี้ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายแบบหนังฟิล์มนัวร์รุ่นใหม่ๆ อารมณ์คล้ายๆ Sin City ของ โรเบิร์ต รอดดริเกซ หรือ Waking Life ของ ริชาร์ด ลิงก์เลเทอร์ อยู่เยอะพอสมควร
อารมณ์ของตัวเอกแบบศิลปิน มุทะลุ บู๊แต่ไม่ถึงขนาดเป็นฮีโร่ที่ชนะเสมอ การาสเป็นตัวละครที่มากด้วยอารมณ์แห่งความหลังอันรวดร้าว ซุกซ่อนอยู่ในจิตใจของเขา และส่งผลกระทบถึงชีวิตในปัจจุบัน ฝันร้ายในอดีตยังตามหลอกหลอนเขาไม่เลิกลา และยากที่จะลบเลือนไป แน่นอนว่านั่นคือเสน่ห์ของฟิล์มนัวร์ ซึ่งเด่นพอๆ กับเทคนิคไฮ-เดฟินิชันที่คริสติยองเลือกใช้ ทั้งเขายังฉลาดพอที่จะอาศัยภาพสะท้อนจากกระจกในหลายๆ ตอน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้ดูเบาลงกว่าภาพสีขาวสีดำล้วนๆ ที่ตัดกันอย่างรุนแรง (กระนั้นก็ช่วยไม่ได้มากเท่าไหร่นักหรอก)
นอกเหนือจากการตัดกันหนักๆ ของสีขาว/ดำ ที่สร้างความเคร่งเครียดให้กับแอนิเมชันเรื่องนี้แล้ว บทของหนังก็ยัง ไร้อารมณ์ขันอีกต่างหาก เป็นเรื่องราวต่อสู้ แนวสืบสวนสอบสวนที่ซุกซ่อนเงื่อนงำให้ต้องขบคิดติดตามอยู่ตลอดเวลา หนังแสดงให้เห็นแต่ด้านมืด ขณะที่สีขาวในเรื่องก็ไม่ได้หมายถึงด้านสว่าง หากเป็นเพียงความจ้าที่แสบตา ทั้งเน้นให้ความดำ (มืด) ยิ่งดำขึ้นกว่าเดิม
จึงเตือนไว้สำหรับใครที่อยากจะหยิบแอนิเมชันเรื่องนี้ขึ้นมาชมเพื่อคลายเครียด เพราะผลที่จะได้คือสิ่งตรงกันข้าม เช่นเดียวกับเนื้อหา "ความลับดำมืดของชีวิต" ที่เป็นประเด็นหลักของเรื่องนี้ กลับไม่ได้คมคายเท่ากับสไตล์ในการสร้างสรรค์ด้านกราฟฟิกสักนิดเดียว

(ผม) อาจมิใช่เช่นใครคาดหวัง


คนที่จะหยิบหนังเรื่องนี้มาดู มีอยู่ 3 ประเภท ประเภทแรก คือ แฟนพันธุ์แท้ของ "สแตนลีย์ คิวบริก" (ซึ่งน่าจะมีจำนวนมากที่สุด) ประเภทที่ 2 คงจะเป็นแฟนของ "จอห์น มัลโควิช" (จำนวนคงลดลงมาสักหน่อย) ส่วนประเภทที่ 3 น่าจะเป็นคนชอบดูหนัง มีอะไรก็ดู (เชื่อว่า-กลุ่มนี้อาจจะมีผิดหวังกันบ้าง)
หลังจากชมแล้ว แฟนๆ ของสแตนลีย์ คิวบริก ยอดผู้กำกับหนังฮอลลีวูด อาจจะงงเป็นไก่ตาแตก ด้วยหลงเชื่อจริงจังไปกับบทบาท "อลัน คอนเวย์" ของจอห์น มัลโควิช ในเรื่อง โอ๊ะ...โอว์ พระเจ้าจอร์จ... สแตนลีย์ คิวบริกเป็น "แต๋ว" หรือนี่ ตกข่าวอะไรกันรึเปล่า...
ที่ไหนได้ Colour Me Kubrick เล่าเรื่องราว (ที่อ้างว่าเป็นเรื่องจริง) ของนายอลัน คอนเวย์ (จอห์น มัลโควิช) หนุ่ม (ใหญ่) ลักเพศชาวอังกฤษ ซึ่งจำแลงแต่งเรื่องราวว่าตัวเขาเป็นยอดผู้กำกับดัง นาม สแตนลีย์ คิวบริก เจ้าของผลงาน Spartacus, 2001: A Space Odyssey, A Clockwork Orange, The Shining และอื่นๆ อีกมากมาย สอดแทรกเข้าใช้ชิวิตในแวดวงไฮโซ ด้วยการเข้าไปพูดคุยตีสนิทกับนักแสดง นักแต่งเพลง นักธุรกิจไนต์คลับมากมาย โดยเฉพาะหนุ่มๆ หน้าตาหล่อเหลานั้นสนใจเป็นพิเศษ จนปั่นป่วนวุ่นวายกันไปทั้งวงการ โดยอาศัยช่องว่างตรงที่สแตนลีย์ตัวจริงไม่ค่อยออกมาเผยโฉมหน้า หรือออกมาให้สัมภาษณ์มากนัก ทั้งที่เขารู้เพียงนิดหน่อยเกี่ยวกับผลงานของผู้กำกับดังและไม่มีส่วนละม้ายคล้ายสแตนลีย์เลยสักนิด
ในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกเปิดโปงอย่างเป็นทางการ โดยนักหนังสือพิมพ์รายหนึ่งของนิวยอร์กไทม์ เช่นเดียวกับการถูกเปิดโปงโดยกลุ่มย่อยๆ ที่โดยเขาหลอกไปก่อนหน้านี้
อารมณ์ของอลัน คอนเวย์ในเรื่องสลับกันระหว่างความลวงโลก กับความเชื่อจริงๆ ว่าตัวเขานั้นเป็นสแตนลีย์ คิวบริก หลายๆ ครั้งที่อลันพยายามจะบอกคนอื่นว่า เขาคือ อลัน คอนเวย์ แต่คนอื่นมักจะเรียกเขาว่า สแตนลีย์ ไปๆ มาๆ เขาก็กลายเป็นสแตนลีย์ไปอีกครั้ง ผู้ชมต้องไปค้นหาคำตอบว่า เขาเป็นบ้า เขาชอบหลอกตัวเอง หรือแค่อยากจะเป็น "ซัมบอดี" คนสำคัญในสังคม ไม่ก็อยากจะมีเหล้ากินไปวันๆ กันแน่
หนังกำกับโดย ไบรอัน ดับเบิลยู. คุก ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้สแตนลีย์ คิวบริกมาเป็นเวลากว่า 25 ปี ทีเดียว เริ่มแรกทีเดียวไบรอันต้องการจะสร้างเป็นสารคดีชีวิตอลัน แต่ไปๆ มาๆ ได้พัฒนาเป็นโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวแนวตลก/ชีวิตเสียอย่างงั้น
เพลงประกอบหลายตอนที่ไบรอันยืมมาจากหนังของเจ้าตำรับตัวจริง อย่าง สแตนลีย์ ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินให้แฟนพันธุ์แท้ของยอดผู้กำกับได้พอสมควร ขณะที่ไบรอันก็ยังใส่มุกต่างๆ สอดแทรกเอาไว้เป็นรายละเอียดตลอดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างร้านชื่อว่า "บลูดานูป" อันเป็นเพลงโปรดของสแตนลีย์ และเป็นหนึ่งในเพลงประกอบที่เขายืมมาใช้ เอาไว้ใกล้ๆ กับอพาร์ตเมนต์ของอลัน คอนเวย์
Colour Me Kubrick ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในประเภทหนังตลก โดยส่วนมากแล้วจะเป็นอารมณ์ตลกที่คำพูดแบบหนังอังกฤษโดยแท้ (ต้องเอียงหูกระดิกสำเนียงอังกฤษกันหน่อย เพราะเวอร์ชันที่ขายในเมืองไทยมีแต่ซับไตเติลภาษาสเปนเสียฉิบ ตอนนี้อาจมีภาษาอังกฤษหรือไทยแล้ว)
การพลิกบทบาทของจอห์น มัลโควิช จากบทนักฆ่าหรือฆาตกรโรคจิต มาเป็นบทชายลักเพศที่ดัดขนตางอนเป็นนิจ แถมเรียวปากยังประดับด้วยลิปกลอสสีชมพูแวววาวตลอดเวลา ตลอดจนการพูดการจาที่แสน "ดัดจริต" นั้นก็ทำได้น่าสนใจจริงๆ (ถึงขั้นทำให้สับสนเรื่องเพศแท้ๆ ของสแตนลีย์ คิวบริกตัวจริงไปเลย)
แค่การแสดงของจอห์นก็ดูเพลินได้หลายๆ รอบโดยไม่เบื่อ ที่เพลิดเพลินกว่า ก็คือ ตลกเสียดสีแบบอังกฤษก็มีให้ค้นหามาขำมากมายในหนังเรื่องนี้ แม้ข้อมูลที่เคยได้จากอินเทอร์เน็ตรายต่างๆ จะไม่ค่อยปลื้มและไม่ค่อยเก็ต Colour Me Kubrick กันเท่าไรนัก
เอ... หรือนี่จะเป็นรสนิยมส่วนตัวของผู้เขียนกันหนอ?

เมื่อความฝันรวมกันเป็นหนึ่งเดียว


“เธอคือนางในฝัน” ประโยคนี้อาจทำให้มังงะที่สร้างจากนิยายชื่อเดียวกัน เปลี่ยนไปจากแนวไซ-ไฟ/ แอ็กชัน กลายเป็นเรื่องรักโรแมนติกไปเสียได้ จริงๆ แล้วเรื่องราวมันก็ปนๆ กันไปนั่นแหละ ทั้งยังแถมพกด้วย “หนังสืบสวนดีๆ” กับ “หนังตำรวจห่วยๆ” ไว้ในเรื่องเดียวกัน
ความฝันในความฝัน หนังในหนัง จาก Paprika นิยายดังของยาสึทากะ ซัตสึอิ ปี 1993 เรื่องราวในอนาคตอันใกล้ของนักจิตวิทยาสาว ดร.อัตสึโกะ ชิบะ (เมกุมิ ฮายาชิบาระ ให้เสียง) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อุปกรณ์ ดีซี มินิ ที่กำลังพัฒนาเพื่อใช้บำบัด ทางจิต ด้วยการเข้าไปตีความความฝันของคนไข้
ระหว่างการวิจัย ดร.อัตสึโกะ ได้แอบใช้เครื่องมือที่ว่าในการบำบัดจิตคนไข้อย่างผิดกฎหมาย โดย “ปาปริกา” อีกภาพร่างหนึ่งของเธอจะกลายเป็น “นางในฝัน” เข้าไปคุยกับคนไข้ (นักสืบโคนะกาวา โทชิมิ-อาคิโอะ โอตสึกะ ให้เสียง) ในฝันของเขา โชคไม่ดีที่ก่อนรัฐบาลจะอนุมัติให้เครื่องมือที่คิดค้นโดย ดร.โคซากุ โทคิตะ (โทรุ ฟุรุยา) เพื่อนร่วมงานของ ดร.อัตสึโกะ สามารถใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย ในหน่วยงานก็ค้นพบว่า เครื่องมือบางชิ้นได้ถูกขโมยไป และอาจทำให้เกิดการใช้ในทางที่ผิด
ระหว่างการสืบหาว่าใครกันแน่คือ มือดีขโมยเครื่องดักความฝันไป ผู้ช่วยของ ดร.โคซากุ ก็ตกเป็นแพะในเรื่องนี้ กระนั้น ดร.อัตสึโกะ ก็ยังไม่เชื่อว่า เรื่องราวจะง่ายดายขนาดนี้ ทั้งเธอ และ ดร.โคซากุ จึงต่างเดินทางเข้าไปสืบสาวในความฝันของผู้ช่วยคนดังกล่าว ที่ใช้เครื่องดีซีมินิเกินขนาด จนตกอยู่ในอาการโคมา ดร.อัตสึโกะ ในภาพร่าง ปาปริกา ค้นพบว่าความฝันนี้ช่างอันตราย กลายเป็นฝันที่สะสม-ดูดดึงฝันของคนทั้งโลกมาไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งเป็นเพราะมีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังคอยควบคุมความฝันของทุกๆ คนเอาไว้นั่นเอง
อาจจะด้วยเพราะเรื่องราวสร้างสรรค์จากนวนิยายเรื่องดัง จึงทำเนื้อหาดูหนักแน่น มีเหตุมีผลแตกต่างจากมังงะเรื่องอื่นๆ ที่อาจถ่ายทอดด้วยเรื่องราวจินตนาการที่สดใสสวยงามเพียง อย่างเดียว เรื่องราวแบบธรรมะ ชนะอธรรมยังคงเป็นอมตะและขายได้ตลอดกาล จุดพลิกผันของเรื่องแบบ น่ารักๆ รวมทั้งมุกขำๆ ต่างๆ ก็สร้าง รอยยิ้มได้บ้าง ท่ามกลางความเครียดและการลุ้นช่วยตัวเอกให้เอาชนะให้ได้ในยามคับขัน
ดนตรีประกอบเร้าใจแนวแจ๊ซ/ บิ๊กแบนด์ ของมือเก๋า อย่าง ฮิราซาวะ ซูซูมุ ซึ่งเคยร่วมงานกับ ซาโตชิ คอน ใน Millennium Actress (2001) มาแล้ว แถมคว้ารางวัลทางดนตรีมาเพียบ ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง
นอกจากปาปริกานางในฝันแล้ว หนังเรื่อง Paprika ยังเต็มไปด้วยตัว การ์ตูนที่น่าหลงใหล โดยเฉพาะจินตนาการบรรเจิดในความฝัน เปิดโอกาสให้ ซาโตชิ คอน สามารถสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ออกมาได้หลากหลายอย่างไร้กรอบ ซึ่งเขาได้ผสมผสานตัว การ์ตูนจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นโบราณเข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่รับมาจากตะวันตกได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ ยังเล่นกับเทคนิคภาพแบบ 2 มิติและ 3 มิติ เบื้องหน้าฉากหลังที่สดใสสวยงาม ถ่ายทอดเรื่องจริงความความฝันที่ไม่อาจจะแบ่งแยกได้
แน่นอนว่า คาแรกเตอร์ที่น่าหลงใหลเหล่านั้น มิได้มีเพียงด้านที่งดงามเสมอไป เฉกเดียวกับความฝันที่สวยงาม ใยจะมิกลายเป็นฝันร้ายได้เพียงชั่วข้ามคืนได้เช่นกัน

ท่องไปในความหลัง


ใครขี้ง่วง รักความตื่นเต้น หวือหวา ไม่นิยมเหตุสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่สนเรื่องยิว บอกไว้ก่อนเลยว่า ไม่ต้องไปหาเรื่อง La Petite Prairie Aux Bouleaux (หรือ The Birch-Tree Meadow) นี้มาดู ถึงคนรุ่นดึกๆ หน่อยจะเห็นชื่อของ อนุก แอมเม นักแสดงเซ็กซี่สมัยนู้น แล้วชวนให้หามาชมก็อาจจะผิดหวัง
ส่วนใครมีคุณสมบัติตรงข้ามกับที่ว่ามานี้ เราไม่ห้าม

เรื่องราวของ มีเรียม โรเซนเฟลด์ ชาวยิวผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอเดินทางจากนิวยอร์กมายังกรุงปารีส เพื่อร่วมงานชุมนุมผู้รอดชีวิตจากสงคราม มีเรียมจับสลากได้ตั๋วฟรีไปคราคาว ประเทศโปแลนด์ หลังผ่านการถกเถียงกับตัวเอง เธอก็ตัดสินใจเดินทางไปยังค่ายกักกันเอาสช์วิตซ์-เบอร์เคโน ครั้งแรกหลังจากได้รับอิสระมากว่าครึ่งศตวรรษ

บุคลิกของมีเรียมดูไม่อยู่กับร่องกับรอย เธอเดินกลับไปสู่สถานที่แห่งความอัปยศในอดีตอย่างเดียวดาย ความทรงจำในอดีต คำถามที่ค้างคา ถาโถมเข้ามารบกวนจิตใจของเธออีกครั้ง เป็นคำถามเดิมๆ ที่เธอ เฝ้าถามตัวเองตลอดระยะเวลาของ ชีวิต.... ทำไมเธอถึงรอดชีวิต? เธอมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอดหรือ? ทำไมคนอื่นในครอบครัวจึงตายกันหมด? การเป็นยิวที่แท้มีความหมายอย่างไร?

ระหว่างการท่องไปในค่ายกักกันซึ่งรกร้าง เธอพบกับช่างภาพหนุ่มชาวเยอรมัน ซึ่งกำลังสร้างสรรค์ภาพถ่ายชุดค่ายกักกันเอาสช์วิตซ์-เบอร์เคโนอยู่ เขาขอให้มีเรียมเป็นแบบในภาพชุดของเขา ระหว่างที่เธอกำลังตัดสินใจจะตอบตกลง เขากลับเล่าว่า ปู่ของตัวเองเป็นอดีตเอสเอส ทำให้เธอต้องตัดสินใจลำบาก

La Petite Prairie Aux Bouleaux เล่าเรื่องอย่างเนิบนาบ ราวคำรำพึงรำพัน คล้ายเสียงกระซิบจากราวป่า อนุก แอมเม ตีบทแตกอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะแฟนภาพยนตร์เก่าๆ ของเธอ อาจจะต้องตะลึงที่ผู้หญิงสาวสวยระดับซูเปอร์สตาร์ ที่มักเฉิดฉายในภาพหรูหรา จะมารับบทเป็นหญิงชราผู้มีความแปลกแยก (ติดจะเพี้ยนๆ) จากผลกระทบจากสงครามได้แนบเนียน โดยเฉพาะเมื่อเธอต้องเป็นศูนย์กลางของการเล่าเรื่องอย่างแท้จริง

นอกจากมาร์เซลีน ลอรีดอง-อีฟองส์ ผู้กำกับจะฉลาดในการเลือกตัวแสดงนำแล้ว เธอยังฉลาดในการเล่าประเด็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้แตกต่างไปจากที่หลายๆ คนเคยเล่า โดย La Petite Prairie Aux Bouleaux ไม่มีฉากย้อนอดีตไปเห็นความรุนแรง ที่หน่วยเอสเอสกระทำต่อชาวยิวแม้แต่น้อย

มาร์เซลีน ให้ตัวละครของเธอท่องไปในความทรงจำ เพื่อค้นหาความหมายของชีวิต ค้นหาสิ่งที่ตกหายไปในค่ายกักกัน ค้นหาความหมายของการเป็นยิว ซึ่งแปลกแยกต่อสังคมรอบข้าง ยังมีความรักความหลังที่อยากจำกลับพร่าเลือน ส่วนที่พยายามลืมก็กลับมีบางสิ่งที่คอยตอกย้ำอยู่เสมอ

"ไม่มีอะไรเหลือให้ดูแล้วในค่ายกักกัน..." นักท่องเที่ยวที่เดิมชมค่ายเอาสช์วิตซ์-เบอร์เคโนคุยกัน

เห็นได้ชัดว่า มาร์เซลีน ในภาค มีเรียม ไม่เห็นด้วย...

ดีเทอร์ แค่อยาก (จะ) บิน




มาถ่ายทำที่เมืองไทยเมื่อ 2 ปีก่อน และมีนักแสดงไทยร่วมงานด้วยจำนวนหนึ่ง โดยสวมบทเป็นชาวลาวและชาวไทยในค่ายกักกัน – เรื่องราวได้รับความบันดาลใจจากเรื่องจริงของ ดีเทอร์ เดงเลอร์ (คริสเตียน เบล) นักบินของกองทัพเรือสหรัฐ ที่เข้ามาปฏิบัติภารกิจในสงครามเวียดนาม ชื่อว่า “เรสคิว ดอว์น” (Rescue Dawn) ทว่าได้ ถูกยิงร่วง และในที่สุดก็ตกเป็นนักโทษในค่ายเชลยสงครามของเวียดกงในประเทศลาว
หนังเปิดเรื่องมาบนเรือรบ ในคลาสอบรมการเอาชีวิตรอดหากต้องหลงทางอยู่ในป่าเขตร้อน ทหารเรือทุกคนขำภาพในวิดีโอสาธิตการเอาตัวรอด หากฉากตอนทั้งหลายกำลังจะเกิดขึ้นจริงในชีวิตของดีเทอร์ ซึ่งหลังจากถูกจับได้ นำไปทรมาน และขังเอาไว้ในค่ายเชลยสงคราม อันเป็นที่ที่เขาได้เจอกับทหารอเมริกันอย่าง ดูแอน มาร์ติน (สตีฟ แซห์น) และ ยูจีน (เจเรอมี เดวิส) รวมทั้งทหารไทยและจีนที่ทำงานให้กองทัพอากาศอเมริกา โดยแต่ละรายนั้นถูกจับเป็นเชลยมาเป็นสิบๆ ปี
แล้วพวกเขาก็เริ่มวางแผนแหกค่ายกัน...
เรื่องราวไม่ได้จบลงตรงการแหกคุกสำเร็จหรือไม่ แต่ยังเล่าต่อถึงการเอาชีวิตรอดในป่าระหว่างเส้นทางหนี เช่นเดียวกับในตำราที่ดีเทอร์เรียนมา กว่าจะได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ก็เกือบไม่มีชีวิตรอดมาเล่าประสบการณ์ให้ แวร์เนอร์ แฮร์โซก นำมาสร้างหนังได้ถึง 2 เรื่อง (เรื่องแรกเป็น สารคดีชีวิตดีเทอร์ ชื่อ Little Dieter Needs to Fly)
แม้จะทำงานร่วมกับฮอลลีวูด แต่ แวร์เนอร์ยังคงความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้พอสมควร เช่นว่าการเลือกใช้ฟุตเทจภาพต่างๆ ที่เห็นได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง เป็นภาพมุมสูงถ่ายผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ในลักษณะของภาพสโลว์โมชัน ที่ดูพ้องกับ คำพูดของดีเทอร์... “ถ้ามองจากอากาศ เวียดนามเหมือนไม่มีจริงสักนิด” และ “ผมไม่ได้อยากเข้าร่วมสงครามสักหน่อย ผมแค่ต้องการจะบินเท่านั้นเอง”
สำหรับบรรยากาศในค่ายเชลยสงคราม ดูเหมือนว่าแวร์เนอร์จะได้อิทธิพลจากหนังคลาสสิกเรื่อง The Bridge of River Kwai พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องของมิตรภาพ ที่เกิดขึ้นระหว่างนักโทษ ท่ามกลางความ ไม่ไว้วางใจกัน รวมทั้งการเอาชีวิตให้รอด ในแต่ละวัน
เช่นเดียวกับหนังเรื่องที่ผ่านๆ มาของแวร์เนอร์ เขาให้มนุษย์ตกอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ และต้องเอาชีวิต ให้รอด
เสียดายก็แต่ตอนจบของ Rescue Dawn ที่เป็นฮอลลีวูดจ๋ามากๆ จากหนังที่คลุมโทนมาตลอดทั้งเรื่อง อาจทำให้งงว่ายังดูเรื่องเดิมอยู่หรือเปล่านี่ หรือหนังเรื่องก่อนจบไปแล้วตั้งแต่ดีเทอร์ได้รับการช่วยเหลือขึ้นเฮลิคอปเตอร์
กับบทบาทของดีเทอร์ ซึ่งเกิดที่เยอรมนีช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่จะอพยพมาอยู่อเมริกา ทำให้เขาเข็ดขยาดสงคราม แต่กลับต้องถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมกองทัพ ไม่ต่างจากทหารอเมริกันรายอื่นๆ ที่ไม่ได้ต้องการเข้าร่วมสงครามสักหน่อย หากวัตถุประสงค์ในการเป็นทหารของดีเทอร์ คือ เพื่อที่จะได้ “บิน” การแสดงแบบเมธอดของคริสเตียน นับว่าเป็นอีกผลงานมาสเตอร์พีซของเขาทีเดียว
ภาพรวมของหนังดูสนุกและสอบผ่าน แม้ว่าในขณะที่หนังเรื่องนี้ออกฉายที่อเมริกา จะมีญาติและอดีตนักโทษไทยที่เคยอยู่ในค่ายเชลยสงครามเดียวกันนี้ ออกมาโต้ แวร์เนอร์ว่า ข้อมูลหลายอย่างที่ปรากฏในหนังไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเฉพาะบุคลิกแบบไม่อยู่กับร่องกับรอยของยูจีนในเรื่อง ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น (ไปอ่านได้ที่
www.rescuedawnthetruth.com)
“ความจริง” กับ “ความฮอลลีวูด” คงจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน