วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556
กรี๊ด-ด-ด-ด-ด ซอมบี้ ผีเดินได้
เหตุการณ์คนกัดกินคน 4 หนในสหรัฐอเมริกา ทำให้คนอเมริกันเกิดอาการตื่น “ซอมบี้” ผีลุกขึ้นเดินขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ จนกระทั่งรัฐบาลต้องรีบออกมาระงับความตื่นตระหนกกันแทบไม่ทัน ว่าอเมริกามิได้ตกอยู่ในสภาวะ “ซอมบี้ อะโพคาลิปส์” หรือ ซอมบี้ยังไม่ได้ยึดครองโลก ไม่ได้ยึดสหรัฐอเมริกาเอาไว้แต่อย่างใด
ก่อนที่จะมาปรากฏกายในนิทานปรัมปราของอเมริกาเหนือและยุโรปบางแห่ง ซอมบี้ เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาในวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน หมายถึง ศพที่กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาเดินได้อย่างปริศนา คล้ายว่าถูกมนตร์แม่มดสะกดยังไงอย่างนั้น เพราะศพเดินได้นั้นหาได้มีสติสัมปชัญญะไม่
ซอมบี้ ค่อยๆ รุกคืบเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมอเมริกัน แต่กลายเป็นที่ฮอตฮิตมากก็ปี 1932 กับนิยายแนวแฟนตาซี The Magic Island โดย วิลเลียม ซีบรู๊ค ตอกย้ำด้วยหนัง White Zombie กำกับโดยวิคเตอร์ ฮัลเพอริน ให้เบลา ลูโกซี นำแสดง (คนเดียวกับที่รับบทเคาท์แดรกคูล่าจนดัง) – หนังสือและหนังสองเรื่องนี้ แนะนำคำว่า “ซอมบี้” ให้อเมริกันชนรู้จักกันอย่างแพร่หลาย
หลังจากนั้น มีหนังที่เล่าเรื่องของซอมบี้ตามออกมามากมาย ไม่ว่าจะ I Walked With a Zombie (1943 ของวาล ลิวตัน หรือ The Serpent and the Rainbow (1988) ที่เวส คราเวน สร้างจากหนังสือของเวด เดวิส ซึ่งเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับหมอผีวูดูในเฮติ
ต่อมา ซอมบี้ ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความขบถต่อกฎกติกาบ้านเมือง โดยเฉพาะการต่อต้านเผด็จการ ซึ่งแสดงออกในแวดวงดนตรี อย่างอัลบัม Zombie ของ เฟลา คูติ ในปี 1976 หรือเพลง Zombie ของวงแครนเบอร์รีส์ ปี 1994
ภาพลักษณ์ของซอมบี้ เริ่มเปลี่ยนจากศพที่เดินได้จากคำสาปของแม่มดหมอผี มาเป็นซอมบี้ยุคใหม่แบบอเมริกันสร้าง นับจากหนัง The Night of the Living Dead (1968) ของ จอร์จ เอ. โรเมโร ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนิยายปี 1954 ของริชาร์ด แมเธสัน I Am Legend
ในหนังไม่ได้เรียกศพที่อยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมาเดินเพ่นพ่านเต็มเมืองว่า ซอมบี้ แต่เป็นแฟนๆ หนังมาเรียกเองภายหลังที่จอร์จ ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น “บิดาแห่งซอมบี้” สร้างซีรีส์หนังศพคืนชีพตามมาอีก 2 เรื่อง ได้แก่ Dawn of the Dead (1978) และ Day of the Dead (1985)
ซอมบี้แบบอเมริกันยุคใหม่ หมายถึงศพเดินได้ที่กระหายจะกินเลือดเนื้อของมนุษย์เป็นๆ พวกมันหน้าตาเละเทะ ไม่เป็นผู้เป็นคน เดินคอเอียงไร้ชีวิตชีวา แต่ว่าไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนตอนที่กัดและกินคน นอกจากนี้ สาเหตุการตายแล้วฟื้นของพวกเขาไม่แน่ชัด บ้างโทษการทดลองทางวิทยาศาสตร์ บ้างก็โทษนิวเคลียร์ รวมไปถึง การมองซอมบี้ว่าเป็นโรคระบาดที่แพร่กระจายด้วยการถูกซอมบี้กัด
ในวัฒนธรรมป๊อป ซอมบี้รุ่นใหม่ในหนังและหนังสือ ห่างไกลจากมนตร์ดำของแม่มดหมอผีมาไกล กลายเป็นเรื่องเล่าสะท้อนสังคมที่ฟอนเฟะ ความงดงามของความเป็นมนุษย์ถูกทำลายไปด้วยความโลภ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสังคมเมือง การทดลองทางวิทยาศาสตร์ โรคระบาด ภัยสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ที่สยองขวัญสั่นประสาทมากๆ ก็เพราะว่า ซอมบี้ยุคใหม่มักจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเชื้อโรคใดๆ จนกลายเป็นสถานการณ์ซอมบี้เต็มบ้านเต็มเมืองแบบที่เรียกว่า ซอมบี้ อะโพคาลิปส์ (Zombie Apocalypse) คือ อยู่ดีๆ สภาพสังคมก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเพียงข้ามคืน ท้องถนนปราศจากผู้คนเป็นๆ หากเต็มไปด้วยซอมบี้ ที่ตกเป็นเหยื่อของกันและกัน
คนที่ยังมีชีวิตถูกโดดเดี่ยวอยู่ในสังคมแคบๆ ถูกตัดขาดจากปัจจัยสี่ กลายเป็นตัวประกันของความโหดร้ายบนท้องถนน ไม่ต่างจากการเกิดโรคระบาดหรือภัยธรรมชาติ
หนังซอมบี้ รักแล้วต้องดู
เรื่องราวเกี่ยวกับซอมบี้ เริ่มต้นที่นิทานปรัมปรา มาจนถึงนิยายประเภทสยองขวัญ หากที่เข้าถึงผู้คนมากที่สุดก็คือ ภาพยนตร์ ใครเลิฟซอมบี้ต้องมีเอาไว้ดู
Night of the Living Dead (1968)
(เทรลเลอร์ http://youtu.be/pElSu_ECJGM)
หนังขาว-ดำที่ขึ้นทำเนียบคลาสสิกไปแล้ว ของ บิดาแห่งซอมบี จอร์จ เอ. โรเมโร เริ่มต้นที่ดาวเทียมปริศนาตกลงมาโหม่งโลก รังสีอะไรสักอย่างทำให้คนตายลุกขึ้นเดินได้อีกครั้ง บรรดามนุษย์ที่ยังเป็นผู้เป็นคนอยู่ต้องขุดสารพัดวิธีขึ้นมาเอาชีวิตให้รอด แม้จะสร้างด้วยทุนต่ำ แต่หนังเรื่องนี้ดูกี่ครั้งก็ยังสยองไม่หาย และเนื้อหาก็ไม่ตกยุคตกสมัย กลิ่นอายแบบหนังอัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ปฏิวัติหนังซอมบี้ จากหนังสยองเกรดบีสู่ระดับอาร์ตเฮาส์
28 Days Later… (2002)
(เทรลเลอร์ http://youtu.be/eunaclr-WgU)
ผลงานของผู้กำกับอังกฤษ แดนนี บอยด์ ที่เขียนบทโดย อเล็กซ์ การ์แลนด์ (ผู้เขียน The Beach ที่แดนนี่กำกับก่อนหน้านี้) หนังซอมบี้ร่วมสมัยเลือกจะเชื่อว่า การอุบัติขึ้นของศพเดินได้ทั่วบ้านทั่วเมือง ระดับ ซอมบี้ อะโพคาลิปส์ นั้นเกิดจากเชื้อร้าย เลือดที่ติดเชื้อเพียงหยดเดียวคร่าชีวิตผู้คนในไม่กี่วินาที และล้างประเทศในเวลาเพียง 28 วัน ผู้รอดชีวิตเพียงหยิบมือต่างช่วยกันหาทาง กู้อนาคตของมวลมนุษย์กลับคืนมาอีกครั้ง
Dawn of the Dead (1978)
(เทรลเลอร์ http://youtu.be/PpuNE1cX03c)
ความเดิมจาก Night of the Living Dead จอร์จ เอ. โรเมโร เล่าเรื่องการอุบัติใหม่อีกครั้งของซอมบี้ แต่คราวนี้ไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรแน่ กองทัพสหรัฐพยายามที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยออกสู้กับซอมบี้อย่างเปิดเผย พร้อมค้นหาผู้รอดชีวิต แต่ดูเหมือนไม่เป็นผล ซอมบี้ระบาดเป็นวงกว้างจนเกินจะเยียวยา ตัวเอกอย่างพนักงานแวกกอนทีวี สตีเฟ่นและแฟนสาว ฟรานซีน วางแผนขโมยฮอ.ของสถานีหนีตาย พวกเขาไปไหนไม่ได้ไกลต้องหนีไปหลบในห้างสรรพสินค้า ด้วยความที่ฟรานซีนตั้งท้องอยู่ จึงหัดให้ฟรานซีนขับฮอ.เผื่อฉุกเฉินจะได้หนี แก๊งมอเตอร์ไซค์มาจากไหนไม่ทราบ ทำลายประตูห้างฯ ปล่อยให้ซอมบี้เข้ามาอาละวาดจนพวกเขาจนมุม
หนังรีเมก Dawn of the Dead ในปี 2004 โดยผู้กำกับแซก สไนเดอร์ (เทรลเลอร์ http://youtu.be/8LUzJAsa-gg) วาดภาพของสังคมอันสงบและแสนสุขของชาวอเมริกัน ที่อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อซอมบี้ ฉากหลักของเรื่องอยู่ในห้างที่วิสคอนซิน เวอร์ชันใหม่ย่อมมิอาจชิงความคลาสสิกของเรื่องราวไปได้ แต่ชนะเลิศด้านความเร้าใจ รวมทั้งเมคอัพและสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่างๆ ของยุคใหม่
Dellamorte Dellamore (Cemetery Man)
(เทรลเลอร์ http://youtu.be/kFhNbG43XDg)
หนังปี 1994 ของมิเคเล โซอาวี ซึ่งมาร์ติน สกอร์เซซี บอกว่า เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษที่ 1990 โปรดักชันอิตาเลียนที่ให้รูเพิร์ต เอฟเวอร์เล็ตเป็นชายหนุ่มเฝ้าสุสาน ที่ตอนดึกๆ มักจะมีศพลุกขึ้นมาเดินได้ หนังเล่าเรื่องในเมืองเล็กๆ ของอิตาลี อย่าง บุฟฟาโลรา ฉากตอนออกแนวแฟนตาซีสร้างเรื่องแบบเวอร์ๆ เหมือนอยู่ในความฝันมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง ศพในสุสานทั้งหลาย เพราะได้รับการหล่อเลี้ยงชีวิตจากต้นไม้ที่ชอนไชรากลงไปในดิน จึงฟื้นตื่นขึ้นมาเดิน กิจวัตรการสังหารซอมบี้เป็นหน้าที่ของชายเฝ้าสุสาน ที่อยู่กับลูกมือ เป็นชายอ้วนไม่สมประกอบอีกหนึ่งคน นอกจากนำเสนอเรื่องศพเดินได้ Cemetery Man ยังเล่าประเด็นของคนที่ถูกกักขังอยู่ ณ ที่ใดแห่งหนึ่ง มิอาจจะหนีออกไปจากวังวนนั้นไปได้ ไม่ว่าเขาจะต้องการชีวิตแบบนั้นหรือไม่
Shaun of the Dead (2004)
(เทรลเลอร์ http://youtu.be/yfDUv3ZjH2k)
หนังซอมบี้โปรดักชันฝั่งอังกฤษที่ เอดการ์ ไรต์ สร้างเลียนแบบหนังของจอร์จ เอ. โรเมโร ซึ่งเน้นมุขขำมากกว่าอารมณ์สยองของซอมบี้ล้างโลก กระนั้นเนื้อหาของหนังก็เสียดสีสังคมในสไตล์แบล็กคอมเมดี เรื่องราวของพนักงานร้านเครื่องไฟฟ้า อย่าง ชอน และเพื่อนสนิท เอ๊ด ที่ต้องฝ่าดงซอมบี้ไปช่วยแม่และแฟนสาวที่เขาเพิ่งถูกบอกเลิกมาอยู่ในสถานที่ที่เขาเชื่อว่าปลอดภัย หนังเสียดสีสังคมยุคใหม่ที่คนเอาแต่ทำงานหาเลี้ยงตัว โดยไม่ใส่ใจซึ่งกันและกัน ทุกๆ คนเหมือนกับมีเชื้อซอมบี้อยู่ในตัวเอง
Land of the Dead (2005)
(เทรลเลอร์ http://youtu.be/atXJB9luiko)
อีกเรื่องของบิดาแห่งซอมบี้ เล่าเรื่องหลังจากเกิดเหตุซอมบี้กลืนเมือง คนที่เหลืออยู่ก่อตั้งกองกำลังพลเรือนขึ้นมาต่อสู้เพื่อความอยู่รอด มากหมอก็ยิ่งมากความ ขณะที่กองกำลังหนึ่งอาศัยการจุดพลุให้ซอมบี้ชมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ โดยพยายามกันเขตที่อยู่อาศัยของคนกับซอมบี้ออกจากกัน และพยายามอยู่ด้วยกันอย่างสันติ หากอีกฝ่ายเห็นควรที่จะกวาดล้างซอมบี้ให้สิ้นซาก จอร์จ เอ. โรเมโร สร้างซอมบี้เรื่องนี้ให้มีสมอง ฉลาดขึ้น เชื่อฟังผู้นำ และทำงานกันเป็นทีม ซอมบี้รู้ว่าใครเป็นอันตรายต่อพวกเขา และควรจะอาศัยอยู่ในโลกนี้อย่างไร
จอร์จ เอ. โรเมโร บิดาแห่ง "ซอมบี"
ถ้าพูดถึง"ซอมบี" ก็ต้องมีชื่อของเขาคนนี้ ผู้กำกับ นักเขียนบท และยังกำกับภาพเองชาวอเมริกัน จอร์จ เอ. โรเมโร ได้รับขนานนามให้เป็น "Godfather of all Zombies" ด้วยผลงานภาพยนตร์สุดขนพองสยองเกล้าของเขา ที่ส่วนใหญ่เล่าเรื่องของพลพรรคคนตายที่เดินได้ นับตั้งแต่ Night of the Living Dead (1968)
จอร์จ เป็นชาวนิวยอร์ก มีพ่อเป็นชาวคิวบา ส่วนแม่เป็นอเมริกันเชื้อสายลิทัวเนีย พ่อของเขาทำงานโฆษณา ซึ่งแรกๆ ก็ดูเหมือนจอร์จอยากดำเนินรอยตาม เมื่อเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน แล้วจบออกมาทำหนังโฆษณา ไปๆ มาๆ เขาก็ร่วมกับเพื่อนๆ อีก 9 คน ก่อตั้ง อิมเมจ เท็น โปรดักชัน ขึ้นมาในปลายทศวรรษที่ 1960 โดยผลงานแรกก็คือ Night of the Living Dead นั่นเอง
หนังขาว-ดำเรื่องแรกก็เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง เพราะหนังที่เขาร่วมเขียนบทกับ จอห์น เอ. รุสโซ ขึ้นทำเนียบเป็นหนังระดับคลาสสิก ทั้งยังถือเป็นจุดเปลี่ยนของหนังสยองขวัญเข้าสู่ยุคโมเดิร์น
จอร์จ เคยเปิดใจไว้ว่า จริงๆแล้ว The Tales of Hoffmann (1951) คือหนังที่เปลี่ยนชีวิตของเขา หนังอังกฤษที่สร้างจากโอเปราฝรั่งเศสของ ชักส์ ออฟเฟนบาค Les Contes d'Hoffmann โดย 2 ผู้กำกับ ไมเคิล พาวเวลล์ และเอเมอริก เพรสเบอร์เกอร์
"เป็นศิลปะการสร้างหนังอย่างแท้จริง มีทั้งเทคนิคภาพยนตร์ เรื่องราวแฟนตาซี มีเรื่องแปลกๆ มีทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นเป็น ภาพยนตร์ จริงๆ สำหรับผม ทำให้รู้ซึ้งพลังแห่งภาพ ผมรู้ว่า เราต้องเล่นกับมัน อาศัยมุมกล้อง เทคนิคการถ่ายทำเล่นกับคนดู ผมจึงอยู่เฉยไม่ได้แล้ว อยากจะทดลองบ้าง"
หลังจากความสำเร็จของเรื่องแรก อีก 3 เรื่องถัดมากลับไม่เป็นเช่นนั้น กระทั่งหนังอาร์ต Martin (1977) ที่เล่าเรื่องของแวมไพร์ได้สร้างชื่อให้อีกครั้งหนึ่ง ขณะที่หนังทุนต่ำ Dawn of the Dead (1978) ก็นำจอร์จกลับคืนสู่บัลลังก์แห่งศาสดาของหนังซอมบี แถมยังกวาดรายได้แบบถล่มทลาย
ในปี 1990 ทอม ซาวีนี ผู้เคยรับผิดชอบด้านการแต่งหน้าแต่งตัวของซอมบี รวมทั้งเทคนิคพิเศษทั้งหลาย ใน Night of the Living Dead และ Dawn of the Dead กับอีกหลายเรื่องให้เขา ออกมากำกับ Night of the Living Dead ฉบับรีเมก โดยจอร์จ เป็นผู้ปรับปรุงบทภาพยนตร์ ทั้งยังนั่งเป็นเอกเซกคิวทีฟโปรดิวเซอร์ด้วย
อีก 8 ปีต่อมา เขารับกำกับหนังโฆษณา ความยาว 30 วินาทีของวิดีโอเกม เรสสิเดนต์ อีวิล ทู (Resident Evil 2) ที่มีลีออน เอส. เคนเนดี และ แคลร์ เรสฟิลด์ 2 คาแรกเตอร์หลักที่ต่อสู้กับซอมบีในแรคคูน ซิตี้ โฆษณาดังถล่มทลายยิ่งกว่าตัวเกมใหม่ที่จะออกมาเสียอีก แคปคอม เจ้าของลิขสิทธิ์เกมเลยติดต่อจอร์จให้มากำกับหนังเรื่องนี้ซะเลย
หะแรกเขาก็ปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่อยากทำหนังซอมบีที่ไม่ได้เป็นคนเขียนเรื่องเอง แต่ไปๆ มาๆ เขากลับเริ่มเขียนบทไปเสนอ ทว่า ในที่สุดแคปคอมกลับไปชอบเวอร์ชันของพอล ดับเบิลยู. เอส. แอนเดอร์สันมากกว่า
ระหว่างที่ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ออกเวอร์ชันรีเมคของ Dawn of the Dead ในปี 2004 จอร์จ เอ. โรเมโร ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยก็หันไปจับเรื่องราวจากดีซี คอมิกส์ Toe Tags ตอนหนึ่งจากมินิซีรีส์ 6 เรื่องใน The Death of Death เล่าเรื่องของ ดาเมียน ซอมบีมีสมองซึ่งจดจำชีวิตสมัยเป็นมนุษย์ได้ และพยายามที่จะค้นหาชีวิตตัวเองก่อนตายให้เจอ ก่อนที่จะทำหนังยาวเรื่องที่ 4 Land of the Dead (2005) อันเป็นหนังที่ใช้ทุนสูงที่สุดของเขาแล้ว คือ 16 ล้านเหรียญสหรัฐ
ไม่ว่าจะเป็นหนังขนาดสั้นหรือขนาดยาว สาระสำคัญที่บรรจุในหนังซอมบีของเขาแทบไม่ต่างกัน คือมักจะเล่าเรื่องสังคมที่ฟอนเฟะ เล่าเรื่องความโลภของมนุษย์ ความเห็นแก่ตัว ไปจนถึง การก่อการร้าย
ทุกวันนี้ เขายังคงทำหนังซอมบีใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ตามวาระ โดยมีคำซิกเนเจอร์ อย่าง ... of the Dead เป็นตัวห้อยท้าย เช่นว่า Diary of the Dead ที่เล่าเรื่องประสบการณ์เจอซอมบีของนักเรียนญี่ปุ่น หรือ Survival of the Dead ซึ่งให้ซอมบีย้อนไปในยุคคาวบอย ฯลฯ
วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ชีวิตในความมืด

Wciemnosci (InDarkness)
ปี: 2011
ประเทศ: โปแลนด์
ภาษา: โปล
ประเภท: ชีวิต/สงคราม
เรตติ้ง: R (เด็กอายุต่ำกว่า18ปีไม่ควรชม)
ความยาว: 145 นาที
กำกับ: แอกนิสซกา ฮอลแลนด์
แสดงนำ: โรเบิร์ต เวียสเควิชซ์/ เบนโน ฟูร์มันน์/ แอกนิสซกา โกรโชว์สกา/ มาเรีย ชเรเดอร์/ เฮอร์เบิร์ต คโนป/ คริสตอฟ สโคนิสซนี/ มิคาล ซูรอว์สกี
เรื่องหลายมุมของชาวยิวผู้รอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์W ciemnosci หรือ In Darkness คือเรื่องจริงของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่รอดชีวิตจากการหลบซ่อนตัว อยู่ในท่อระบายน้ำอันซับซ้อนราวเขาวงกตของเมืองละวอฟเลโอโปลด์ (โปลเดค) โซชา (โรเบิร์ตเวียสเควิชซ์) คนงานในท่อระบายน้ำ ที่มีไซด์ไลน์เป็นโจรลักเล็กขโมยน้อย กับคู่หูหนุ่มของเขา เซซเปค โรเบลสกี (คริสตอฟสโคนิสซนี) ใช้ชีวิตส่วนใหญ่โดดเข้าโดดออกอยู่ในท่อระบายน้ำ ของเมืองละวอฟประเทศโปแลนด์
ทั้งคู่รู้จักท่อระบายน้ำของละวอฟทุกกระเบียดนิ้ว เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ทำงาน อาศัยเป็นทางลัด เดินทางไปมาในเมือง รวมถึงดอดออกไปลักเล็กขโมยน้อยตามบ้านเศรษฐีแล้ว พวกเขายังนำเอาข้าวของที่ขโมยมาซ่อนเอาไว้ในรอยแตกของท่ออีกต่างหาก
วันหนึ่งระหว่างเดินไปมาในท่ออันแสนมืดมิดตามปกติ เลโอโปลด์ และ เซซเปค ก็เจอกับชาวยิวกลุ่มหนึ่ง นำโดย มุนเดค มาร์กูเลส (เบนโน ฟูร์มันน์) กับ อิกนาซี่ ชีเกอร์ (เฮอร์เบิร์ต คโนป) ยิวผู้มีอันจะกินที่เจาะพื้นบ้านในบ้านของตัวเองลงมายังท่อระบายน้ำ เอาไว้เป็นทางหนีทีไล่
อิกนาซี่ รีบยื่นนาฬิการาคาแพงให้เพื่อปิดปากเลโอโปลด์ กับ เซซเปค ขณะที่หัวขโมยหัวใสรีบยื่นข้อเสนอในการพาหนีทันที แลกกับเงินทองที่กลายเป็นของนอกกายคนยิวไปแล้วกระทั่งถึงวันเสียงปืนแตก ทหารนาซีเริ่มทำการกวาดล้างชุมชนยิว โดยบังคับให้พวกเขาออกจากบ้านไปอยู่ในค่ายกักกันเลโอโปลด์ ผู้รู้จักเส้นทางในท่อระบายน้ำดีราวกับมือตัวเอง รีบไปรับกลุ่มชาวยิวที่จะหนีลงท่อตามสัญญา
ราว 14 เดือนที่ต้องอยู่ภายในท่อ พวกเขาต้องอยู่ให้เคยชินกับความมืด ความชื้นและหนู อาหารกับน้ำที่ไม่เพียงพอผสมผสานกับความเครียดเรื่องชีวิตที่ไม่แน่นอน ทำให้หลายๆ คนเริ่มป่วย และใกล้บ้า บางคนก็เริ่มหนีไปตายเอาดาบหน้า
ในเบื้องแรกที่เลโอโปลด์ทำก็เพราะอยากได้เงิน ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นความผูกพัน และถูกมนุษยธรรมครอบงำ แม้ทางการเริ่มระแคะระคาย กระทั่งเซซเปคก็ไม่เอาด้วยแล้ว ส่วนนายตำรวจคนสนิทอย่างบอร์ตนิค (มิคาล ซูรอว์สกี) ก็มากดดันให้เขานำทางไปหายิวที่ซ่อนในท่อ ยังไม่อาจหยุดเขาได้ หรือแม้จะเป็นวันรับศีลของลูกสาวคนเดียวของเขาเองก็ตาม...ความสัมพันธ์ระหว่างคาทอลิกโปลกับยิวโปล ดูคล้ายเนื้อหาใน Schindler's List ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก (ซึ่งเรื่องราวเกิดในเชโกสโลวาเกีย) ทั้งเลโอโปลด์ โซชา และออสการ์ ชินด์เลอร์ ต่างก็ดูแสนจะไร้เหตุไร้ผลในการกระทำของพวกเขาเหมือนๆ กันอีกต่างหาก
นับเป็นเวลา 20 ปี นับจาก Europa, Europa แอกนิสซกา ฮอลแลนด์ จับเอาเรื่องจริงของชาวยิวผู้รอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเล่าให้ฟังกันอีกครั้ง แล้วก็เป็นอีกครั้งเช่นกันที่ได้รับเลือกให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
W ciemnosci นั้นไม่น่ารักสดใสเท่ากับเรื่องราวของ โซโลมอน ยิวหนุ่มที่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในกลุ่มยุวชนทหารนาซี ใน Europa,Europa หากเต็มไปด้วยความอึดอัด กดดันหม่นมัว อารมณ์กลัวที่แคบ ด้วยอารมณ์ของเรื่องที่พาไปในท่อน้ำสุดอับชื้น และเหม็นหึ่งท้ายที่สุด ผู้รอดชีวิตของ แอกนิสซกามิใช่หมายความเพียงกลุ่มชาวยิวเพียงหยิบมือหนึ่งในท่อเท่านั้น แต่ย่อมเป็น เลโอโปลด์เอง ที่ไม่ปล่อยให้ความขลาดเขลาอยู่เหนือมนุษยธรรม
อันเป็นสิ่งที่สังคมทุกแห่งในทุกยุคทุกสมัยต้องการ
กว่าจะเป็นสันตะปาปา
Habemus Papam (We Have a Pope)ปี 2011
ประเทศ อิตาลี
ภาษา อิตาเลียน
ประเภท ชีวิต / ศาสนา / ตลก
เรตติ้ง PG
ความยาว 104 นาที
กำกับ นานนี โบเรตติ
แสดงนำ มิเคล ปิคโคลิ / นานนี โบเรตติ / เยร์ซี สตูหร์ / เรนาโต สคาร์ปา / กามิลโย มิล์ยี

เรื่องราวเกี่ยวกับการขึ้นมาเป็นสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ประมุขแห่ง คริสตจักรของโลก ไม่น่าจะมาทำให้เป็นหนังตลกได้ แต่ นานนี โมเรตติ ทำไปแล้ว...
เปิดเรื่องมาด้วยการสวรรคตของ พระสันตะปาปาพระองค์ก่อน ทำให้บรรดาพระราชาคณะ ของคริสตจักรนิกายคาทอลิกจากทั่วโลก เดินทางมายังกรุงวาติกัน
นอกจากจะเพื่อมาส่งสันตะปาปาพระองค์เก่าสู่อ้อมแขนพระเจ้าแล้ว ยังมาเพื่อที่จะมาทำหน้าที่สำคัญก็คือ ร่วมประชุมลับเพื่อลงคะแนนเสียงเลือกผู้ที่จะมาเป็นประมุขพระองค์ใหม่แห่งศาสนจักร
หลังจากนับคะแนนอยู่หลายรอบ บรรดาผู้ศรัทธา รวมถึงสื่อมวลชนที่มาเฝ้ารอที่จะได้ชื่นชมพระบารมีขององค์สันตะปาปาพระองค์ใหม่ ได้แต่เห็นควันดำ (หมายถึงยังเลือกไม่ได้) ลอยออกมานอกปล่องไฟสัญลักษณ์ ผ่านไปรอบแล้วรอบเล่า ในที่สุดควันสีขาวก็ถูกปล่อยออกมา โดยภายในห้องนับคะแนน ชื่อของพระราชาคณะเมลวิลล์ (มิเคล ปิคโคลิ) ได้รับการขานออกจากใบคะแนนครั้งแล้วครั้งเล่า
ในที่สุด พวกเขาก็ ได้พระสันตะปาปาองค์ใหม่แล้ว...
ทว่า ขณะที่เตรียมจะประกาศต่อสาธารณะ ด้วยการออกปรากฏตัวและอำนวยพรสาธารณชนครั้งแรก พระสันตะปาปาเมลวิลล์ก็เกิดสติแตกขึ้นมา พระองค์ทรงกรีดร้องอย่างไม่ทราบสาเหตุ และปฏิเสธที่จะออกไปทักทายประชาชน ผู้ศรัทธาจากทั่วโลก ที่เฝ้ารอคอยการปรากฏตัวของพระองค์อย่างใจจดจ่อ
จิตแพทย์เบรซซี (นานนี โมเรตติ) ได้ รับการเรียกตัวเข้ามาตรวจอาการของ พระสันตะปาปา หลังจากที่แพทย์ภายใน กรุงวาติกันตรวจร่างกายแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่จะตรวจกันได้อย่างไร ในเมื่อบรรดา พระราชาคณะทั้งหลาย รวมทั้งตำรวจสวิส และโฆษกของวาติกัน (เยร์ซี สตูหร์) ไม่ปล่อยให้พระองค์ทรงอยู่ลำพังกับจิตแพทย์เบรซซี แนะนำให้ทางวาติกันส่งสันตะปาปาไปคุยกับภรรยาของเขา ซึ่งเป็นจิตแพทย์เหมือนกันแบบไม่เปิดเผยตัว แม้จะไม่มีใครเห็นด้วย แต่เมื่อองค์สันตะปาปายังไม่ยอมเปิดเผยตัวสู่สาธารณะ พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก
หลังพูดคุยกับจิตแพทย์สาว ยิ่งดูเหมือนองค์สันตะปาปาทรงมีความในใจที่หนักอึ้งมากมาย พอสบโอกาสพระองค์ก็ทรงวิ่งหนีไปจากโฆษกวาติกัน เพราะทรงต้องการที่จะคิดอะไรเงียบๆ ตามลำพัง
โฆษกวาติกันตามหาองค์พระสันตะปาปาไม่พบ จึงกลับสั่งให้นายทหารสวิสรักษาพระองค์ แสร้งทำตัวเป็นพระสันตะปาปา เดินไปเดินมาในห้องบรรทมไปพลางๆ
ขณะที่ตามกฎแล้ว หากพระสันตะปาปายังไม่ทรงปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งแรก ทุกคนที่รู้ความลับนี้ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากวาติกัน เบรซซีที่ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองว่าจะต้องแสร้ง "ลาป่วย" เพราะติดอยู่ในวาติกันไปถึงเมื่อไร เลยอาศัยเวลาว่างๆ เช็กสุขภาพบรรดาราชาคณะทั้งหลายไปพลางๆ แล้วก็พบว่า เหล่าผู้นำชั้นสูงของศาสนาทั้งหลายนอกจากไม่เคยออกกำลังกายแล้วยังกินยาผิดๆ ถูกๆ เขาเลยออกไอเดียจัดทัวร์นาเมนต์แข่งขันวอลเลย์บอลสงฆ์โลกซะ เพราะไหนๆ ราชาคณะก็มากันทั้งโลกแล้ว
เวลาเดียวกัน องค์สันตะปาปาได้ทรงไปใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มนักแสดงละครเวที กำลังปะติดปะต่อส่วนเสี้ยวของชีวิตและความทรงจำที่หายไปให้กลับคืนมา...วันหนึ่ง พระองค์ก็พร้อมแล้วที่จะออกมาอำนวยพรต่อสาธารณชนครั้งแรก...
นานนี โมเรตติ เผยให้เห็นโลกอีกด้านของบรรดาราชาคณะทั้งหลาย ที่ดูไปก็แทบไม่ต่างจากมนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆ ท่านๆ หนังขำกำลังพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป มีมุขมากมายที่ไม่คาดฝันให้เห็นในเรื่องนี้ กับตอนจบแบบหักมุมสุดคลาสสิก แสดงความฉลาดล้ำเลิศของบทหนังทุนต่ำที่ทำออกมาได้ในระดับสากล
การตั้งคำถามและการเดินทางไปตรวจสอบด้านมืดในจิตใจตัวเองขององค์พระสันตะปาปาในเรื่อง เปรียบประหนึ่งความคิดดีๆ ที่ผู้นำทุกระดับในโลกนี้ควรต้องตรวจสอบตัวเองบ้าง แม้ว่าผู้คนจะยอมรับ และลงคะแนนเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่...
หากทว่า คุณเหมาะสมจริงแล้วใช่มั้ย? สำหรับภาระที่จะนำมาแบกไว้บนบ่า
วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555
โลกไม่ได้เป็นอย่างนั้น รัก (ก็) ไม่ได้เป็นอย่างนี้
Submarineปี 2010
ประเทศ อังกฤษ
ภาษา อังกฤษ
ประเภท ชีวิต / ตลก
เรตติง R (ภาษาไม่เหมาะสม/เนื้อหาเรื่องเพศ)
ความยาว 97 นาที
กำกับ ริชาร์ด อะโยอาเด
แสดงนำ เคร็ก โรเบิร์ตส์ / ยาสมิน เพจ / แซลลี ฮอว์คินส์ / โนอาห์ เทย์เลอร์ / แพดดี คอนสิดีน
หนังชีวิต/ตลกฝั่งอังกฤษ ผลงานกำกับเรื่องแรกของ ริชาร์ด อะโยอาเด ที่เขาเขียนบทเองด้วยจากหนังสือชื่อเดียวกันของ โจ ดันธอร์น เล่าเรื่องของหนุ่มน้อย โอลิเวอร์ เทต (เคร็ก โรเบิร์ตส์) ในวัยที่กำลังก้าวข้ามสู่ความเป็นผู้ใหญ่
เรื่องราวย้อนไปในปี 1986 บรรยากาศเมืองสวอนซี ประเทศอังกฤษ หนุ่มน้อย โอลิเวอร์อายุอานามได้ 15 ปี หน้าตาท่าทาง ดูเนิร์ดๆ แบบหนุ่มคงแก่เรียน แต่ดันไป หลงรักสาวน้อยแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าอย่าง จอร์ดานา (ยาสมิน เพจ) ที่นอกจากดูเป็นเด็กมีปัญหาแล้ว ยังชอบพูดจาตรงไปตรงมาแบบเชือดเฉือนอีกต่างหาก
โอลิเวอร์ แอบหลงรัก จอร์ดานา แต่สาวเจ้าไม่สน จนกระทั่งหลังจากทั้งสองรุมแกล้งเพื่อนร่วมชั้นอีกราย จอร์ดานา แอบนัดเขาไปเจอหลังเลิกเรียน หลังถ่ายรูป ระหว่างจุมพิตกันเป็นสิบๆ รูป ผ่านกล้องโพลารอยด์ อันเป็นแผนของ จอร์ดานา ที่จะทำให้แฟนเก่าหึงหวง แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ คบหากัน
ย้อนกลับไปดูชีวิตที่บ้านของหนุ่มน้อย โอลิเวอร์ ความสัมพันธ์ของพ่อ ลอยด์ เทต (โนอาห์ เทย์เลอร์) นักชีววิทยาสัตว์ทะเล กับแม่ จิลล์ เทต (แซลลี ฮอว์คินส์) ดูท่าทีไม่ค่อยราบรื่น ทั้งคู่ไม่ได้นอนร่วมห้องมานานปี เหตุเพราะพ่อป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ปัญหารบกวนจิตใจหนุ่มน้อยผู้กำลังโตยังมี แกรห์ม (แพดดี คอนสิดีน) กูรูศาสตร์นิวเอจ ปรับอารมณ์/ชีวิตด้วยสี อดีตคนรักแม่ ย้ายมาอยู่บ้านข้างๆ หลังโอลิเวอร์เห็นแม่กับแกรห์มไปพบกันในเมืองสองต่อสอง เขาก็ฟันธงทันทีว่าแม่มีชู้!ความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ ในบ้าน ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเขากับจอร์ดานา ที่กำลังมีปมปัญหาแม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งทางสมอง ช่วงปิดเทอมคริสต์มาสของหนุ่มน้อยผู้สับสน เขาตัดขาดการติดต่อจากแฟนสาวสุดแสบไปเสียดื้อๆ หันมาทำทุกวิถีทางแบบเด็กๆ ที่จะทำให้แม่เลิกราความสัมพันธ์กับแกรห์ม และกลับมารักกับพ่อเหมือนเดิม
กระทั่งเปิดเทอมใหม่ จอร์ดานา ควงคู่มากับแฟนหนุ่มก้านยาว โอลิเวอร์ จึงได้รู้ว่าเขาอกหักอย่างจัง ไหนจะเรื่องหญิง ไหนจะเรื่องพ่อแม่ ชีวิตวัยรุ่นมันช่างวุ่นวายหนอ ไม่มีอะไรหยุดยั้งให้เขาทำอะไรแย่ๆ อย่างการปีนเข้าบ้านแกรห์มไปทำตัวเละเทะ ได้แน่ๆ
Submarine เล่ามุมมองของวัยรุ่นที่มีต่อเรื่องราวของผู้ใหญ่ โดย ริชาร์ด อะโยอาเด นำเสนอในสไตล์แปลกๆ เซอร์ๆ นำทฤษฎีสี ภาพพอร์เทรตของนักแสดง กับเทคนิคการถ่ายภาพแบบแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นการ ซูมเอาต์อย่างรวดเร็ว หรือนำภาพสโลว์ โมชันมาใช้ ตัดสลับให้อารมณ์และจังหวะของหนังแตกต่าง กลายเป็นการนำเสนอที่โดดเด่นดูดีไปบุคลิกของตัวแสดงหลักๆ ดูหลุดโลก ไม่สมจริง ท่ามกลางท้องเรื่องที่เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม สอดแทรกบทสนทนาแบบตลกร้าย ทั้งหมดล้วนเป็นเสน่ห์ของหนังที่เล่าอุปสรรคชีวิตวัยรุ่นในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่าน
บทเพลงสไตล์อินดี้ร็อก ผ่านน้ำเสียงใหญ่เจือแหบของ อเล็กซ์ เทอร์เนอร์ นักร้องนำวงอาร์คติก มังกีย์ส ที่มาทำงานนักร้องเดี่ยวชุดแรก เพิ่มอรรถรสให้ภาพยนตร์ได้อักโข
ชีวิตวัยรุ่นนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยจินตนาการมากมาย ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ยังไม่รู้ทิศ รู้ทางว่าจะโผล่ไปทางไหน ไม่ต่างจาก เรือดำน้ำที่ต้องอาศัยการนำทางผ่านเรดาร์ แม้ว่าอาจจะเดินออกนอกวิถีไปบ้าง... อะไรบ้าง...
กระนั้นก็ยังมีโอกาสให้เริ่มใหม่ได้ ทุกวัน
ทุกคนล้วนเป็นเหยื่อ
ก่อนปี 1992 กรุงซาราเยโวยังเป็นหนึ่งในสาธารณรัฐยูโกสลาเวีย ทั้งมุสลิม เซิร์บ และโครแอต ต่างอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสันติ เป็นเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งยังไปเดต คบหากันข้ามเผ่าพันธุ์ ข้ามเชื้อสาย ข้ามศาสนา
จิตรกรสาวสวยเชื้อสายบอสเนีย ไอลา (ซานา มาร์ยาโนวิช) ที่เพิ่งนัดเดตแรกกับนายตำรวจหนุ่มเชื้อสายเซิร์บ ดาเนียล (โกรัน คอสทิช) ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างกลับ พลิกผันไปอีกหน้ามือ เมื่อผู้นำเผด็จการขณะนั้น สโลโบดัน มิโลเซวิช ไม่เห็นด้วยกับการขอแยกตัวเป็นอิสระของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
สงครามกลางเมืองจึงเกิดขึ้น และเปลี่ยนสถานะเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน และคู่เดต จากมิตรสหาย คนรู้ใจ กลายเป็นศัตรูในชั่วข้ามคืน
ไอลาและดาเนียล พบหน้ากันอีกครั้งหลังเดตครั้งแรก ในฐานะนายทหารกับเชลยสงคราม–ทหารเซิร์บที่เข้ามายึดครองกรุงซาราเยโว จับผู้หญิงชาวบอสเนียมาเป็นตัวประกัน ให้ทำงานบ้าน ทำอาหาร ซักเสื้อผ้า ใช้ระบายอารมณ์ใคร่อย่างป่าเถื่อน รวมทั้งอาศัยพวกเธอเป็นโล่มนุษย์ ไว้กำบังกระสุนจากหน่วยใต้ดินฝ่ายต่อต้าน
ดาเนียล นายทหารหนุ่ม ลูกนายพลคนสำคัญของกองทัพเซิร์บ พยายามปกป้องไอลาเท่าที่จะทำได้ ซ้ำยังบอกช่องทางหนีให้เธอครั้งแล้วครั้งเล่า หลังสบโอกาสที่เธอทำสำเร็จ แต่แล้วก็กลับถูกพบเจอและจับตัวกลับมาใหม่ เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากจัดสถานที่ให้เธอเป็นพิเศษ อยู่ในฐานะชู้รัก แถมยังจัดหา ขาตั้งเฟรม สีพู่กัน มาให้เธอวาดภาพ
สงครามกลางเมืองที่กินเวลายาวนานกว่า 3 ปีครึ่ง เนื่องเพราะสหประชาชาติและสหรัฐอเมริกาเอง ก็ไม่ต้องการเข้ามายุ่งเรื่องกิจการภายในประเทศคอมมิวนิสต์ ยิ่งมายิ่งตึงเครียด โดยเฉพาะบิดาของดาเนียล นายพลเนบอยซา (ราเด เซอร์เบดซิยา) นายพลขวาจัด ไม่พอใจอย่างแรง หลังรู้ข่าวว่าลูกชายตัวเองทำอะไรไม่ได้ดังใจ แถมยังแอบเก็บชู้รักที่เป็นหญิงสาวฝ่ายศัตรูเอาไว้ข้างกายท่ามกลางสงครามยังมีความรัก หากความรักของทั้งคู่ไม่มีทางเป็นไปได้ เมื่อต่างฝ่ายมิอาจไว้ใจซึ่งกันและกัน
In the Land of Blood and Honey ผลงานกำกับครั้งแรก (และยังเขียนบทเองด้วย) ของ แองเจลินา โชลี หยิบยกเอาเรื่องราวของสงครามกลางเมืองที่รุนแรงและยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของยุคใหม่ มานำเสนอผ่านความสัมพันธ์ของไอลาและดาเนียล หญิงชายซึ่งตกที่นั่งอยู่คนละฝ่ายของความขัดแย้ง
แองเจลินา ใช้นักแสดงท้องถิ่นตัวจริงเสียงจริงมานำแสดงในเรื่องนี้ ซึ่งต่างก็เป็นนักแสดงอาชีพที่ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวสงครามกลางเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยให้โลกได้รู้ โดยเฉพาะซานาและโกรันอันเป็นตัวแทนของชาวมุสลิม บอสเนีย และเซิร์บ บอสเนียตัวจริงเสียงจริงก็ต่างทำได้ดีมากทั้งคู่
ก่อนหน้านี้ กรุงซาราเยโวยังเป็นหนึ่งในสาธารณรัฐยูโกสลาเวีย ทั้งมุสลิม เซิร์บ และโครแอต ต่างอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสันติเรื่องราวแบบนั้นไม่มีวันเป็นไปได้อีกแล้ว...
วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555
เหตุเกิดที่เลบานอน
Lebanon (Levanon)
ปี 2009
ภาษา ฮิบรู
ประเภท ชีวิต/สงคราม
เรตติ้ง R
ความยาว 93 นาที
กำกับ ชมูเอล มาออซ
แสดงนำ ออสชรี โคเอน/โซฮาร์ ชเตราส์/มิฮาเอล มอสโชนอฟ/อิเทย์ ติราน/โยอาฟ โดนาต/ดูดู้ ตาสซา
ภาพยนตร์ต่อต้านสงครามที่ถูกวิจารณ์แบบสับเละในอิสราเอลเอง ถูกเมินจากทั้งเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และเทศกาลภาพยนตร์กรุงเบอร์ลิน ก่อนจะไปคว้ารางวัลสิงโตทองคำ (Leone d’Oro) ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิส ครั้งที่ 66 และคว้ารางวัลสัตยาจิต เรย์ ครั้งที่ 14
ผลงานการกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ ชมูเอล มาออซ เล่าเรื่องของทหารอิสราเอลหน่วยหนึ่ง ซึ่งไปปฏิบัติการรบในเลบานอน ย้อนไปในสงครามระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน (ฝ่ายมุสลิม) ในปี 1982
รถถังบุโรทั่งเจิ่งนองไปด้วยน้ำสกปรกเต็มพื้น ผสมปนเปไปกับเศษก้นบุหรี่ ทหารอิสราเอล 4 นายร่วมชะตากรรมกันอยู่ในนั้น พวกเขาทั้งหมดไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ตรงส่วนไหน ณ ที่ใดของประเทศเลบานอน รวมทั้งไม่รู้เรื่องรู้ราวเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นภายนอก มากเกินไปกว่าที่ได้เห็นจากช่องเล็งปืนกลมๆ ที่พลทหารป้อมปืนสามารถมองออกไปจากรถถังเท่านั้น

พวกเขากำลังเดินทางไปจุดนัดพบ หากรถถังสุดโทรมที่ผ่านสมรภูมิมาจนหมดสภาพ ไม่ว่าจะเข็มทิศ เกจ์น้ำมัน หรืออุปกรณ์มาตรวัดใดๆ ไม่อาจใช้การได้
ทหารทั้ง 4 ในรถถัง ราวกับคนตาบอดที่มองเห็นได้เพียงรางๆ พวกเขาเดินทางตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่นำทหารเดินเท้าอยู่ด้านนอก
ระหว่างทางแม้จะอยู่ในช่วงปลายสงคราม ก็ยังมีกระแสของการสู้รบ ต่อต้าน โดยฝ่ายตรงข้ามแทรกตัวอย่างกลมกลืนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านร้านถิ่น
ช่วงเวลาของความเป็นความตาย กลุ่มทหารในรถถังได้รับคำสั่งให้ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสเคลียร์พื้นที่อาคารที่อยู่อาศัย พวกเขาปกปิดภารกิจนี้เป็นความลับสุดยอดด้วยการสั่งการโดยรหัสลับ เนื่องจากผิดข้อตกลงระดับนานาชาติ
เห็นได้ชัดว่าพลปืนไม่เคยมีประสบการณ์ในการยิงปืนในสงครามมาก่อน การตัดสินใจอันลังเลของเขายังความเสียหายมาสู่ชีวิตของกองทหารอิสราเอลเอง รวมไปถึงชาวบ้านในเลบานอนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
อุปกรณ์ที่ใช้การไม่ได้ สถานที่แคบๆ ความร้อน ความสกปรก รวมถึงบรรยากาศอันคร่ำเครียด ทำให้ภายในรถถังเป็นสถานที่ที่ไม่น่ารื่นรมย์ที่สุดในโลก การสื่อสารอันล้มเหลวนำมาซึ่งความทะเลาะเบาะแว้งแตกคอกันเอง
ผู้กำกับจับคน 4 บุคลิกมาอยู่ด้วยกันในที่แคบ เฮอร์เซล (ออสชรี โคเอน) ทหารหัวรั้นที่พร้อมจะขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาทุกเรื่อง ทหารช่างคุมเครื่อง (มิฮาเอล มอสโชนอฟ) ที่อยากกลับบ้านและโทร.สื่อสารกับครอบครัวเต็มแก่ ขณะที่ ชมูลิค (โยอาฟ โดนาต) พลปืนซึ่งเป็นผู้เดียวที่มองเห็นโลกภายนอก เขาอาจเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็นมากไป ทำให้เต็มไปด้วยความทดท้อ และเป็นสาเหตุแห่งความผิดพลาดส่วนผู้บัญชาการในรถถัง (อิเทย์ ติราน) ไม่ต่างกับคนขับรถที่ไม่รู้ทิศ เขาแทบไม่มีบทบาทอำนาจใดๆ เลย เพราะต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้านนอก (โซฮาร์ ชเตราส์) อย่างเดียว
จะทำอย่างไรเมื่อพวกเขาขาดการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก พวกเขาจะมุ่งหน้าไปทางไหน...
ภาพยนตร์ชีวิตระหว่างสงคราม เล่าจากประสบการณ์ของผู้กำกับชมูเอล มาออซ เอง ซึ่งผ่านการเป็นพลปืนรถถังในสงครามเลบานอนมาจริงๆ ความโดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ภาพส่วนใหญ่ที่ปรากฏในภาพยนตร์ คล้ายมองผ่านช่องเล็งยิงของรถถัง ชมูเอล ถ่ายทอดให้ผู้ชมได้เห็นภาพอย่างเดียวกับที่เขา (เคย) เห็น ภาพที่ไม่อยากจะเห็น แต่ต้องเห็น ต้องดู และต้องเล็ง
การแคสติงตัวแสดงที่ยอดเยี่ยมช่วยให้ภาพยนตร์น่าอึดอัดโดดเด่นมีบุคลิกชัดเจน โดยเฉพาะพลเล็งปืนที่แทบจะเป็นตัวดำเนินเรื่อง ผู้กำกับเลือกหนุ่มนัยน์ตาสีเขียวสวย แบบที่เป็นเอกลักษณ์อย่างอิสราเอล มารับบทนี้
ภาพยนตร์สร้างหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 24 ปี ทว่ากลิ่นอับชื้น ความอบอ้าวของอากาศ ความอึดอัด ร้อนรน เคร่งเครียด ของคนในรถถังยังคงถ่ายทอดออกมาได้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ปีนหลังคาท่องราตรีที่ปารีส
Une Vie de Chat (A Cat in Paris)
ปี 2010
ภาษา ฝรั่งเศส
ประเภท แอนิเมชัน / ตลก / ลึกลับ / สืบสวน
เรตติ้ง PG (ไม่เหมาะกับเด็กเล็ก)
ความยาว 65 นาที
กำกับ ชอง-ลุป เฟลิซิโอลี และ อแลง กาญอล
แสดงนำ (เสียง) โอริยาน ซานี บรูโน ซาโลโมเน โดมินีก บลอง ชอง บองกีกี แบร์นาแดตต์ ลาฟงต์
ปีนี้นับเป็นปีของเมืองน้ำหอมต้นตำรับภาพยนตร์ – หนังฝรั่งเศสคว้าออสการ์ ไปพร้อมๆ กับผู้กำกับและนักแสดงนำชาย นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับ กรุงปารีส เข้าชิงออสการ์อีกมากมาย หลายเรื่อง -- Une Vie de Chat หรือ A Cat in Paris คือหนึ่งในนั้น (เข้าชิงสาขาแอนิเมชันขนาดยาว)
เรื่องราวของ ดีโน แมวเหมียวสีดำที่คล้ายมีชีวิต 2 ภาค – ยามกลางวัน มันอาศัยอยู่ที่บ้านของหนูน้อยโซอี (โอริยาน ซานี) ลูกสาวใบ้ของ ชานน์ (โดมินีก บลอง) นายตำรวจหญิงกรุงปารีส ทว่า เมื่ออาทิตย์ลาจาก เจ้าดีโนก็จะออกจากบ้านนี้ไปยังบ้านของ นิโก (บรูโน ซาโลโมเน) และไปปฏิบัติการ "ตีนแมว" โดยปีน โดด ไต่ ไปทั่วหลังคาอาคารแห่งกรุงปารีส เพื่อร่วมลักขโมย สิ่งของมีค่าต่างๆ อย่างชำนาญ
วันหนึ่ง แม่ของโซอีต้องเข้าเวรกะดึก และฝากเธอไว้กับแม่บ้านน้ำหอมฉุน (แบร์นาแดตต์ ลาฟงต์) โซอีอาศัยจังหวะดังกล่าว แอบตามเจ้าดีโนไปจนเห็นพฤติกรรมของมันกับ "นายรอบดึก"
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ระหว่างทางกลับบ้าน โซอีดันไปเจอจอมวายร้าย วิกตอร์ กอสตา (ชอง บองกีกี) คนเดียวกับที่ยิงพ่อนายตำรวจของเธอตาย กำลังวางแผนชั่วกับลูกสมุน
สุดท้าย ทั้งแมวเหมียว ดีโน และแมวขโมย นิโก ต้องเป็นคนที่ปีนป่ายหลังคา กรุงปารีส ไปช่วยชีวิตหนูน้อยที่ปราศจากเสียงร้อง
Une Vie de Chat นำเสนอเนื้อหาง่ายๆ กับคาแรกเตอร์ฮาๆ ขำๆ ไม่ว่าจะเป็นการชอบสะสมจิ้งจกที่ดีโนจับได้ของโซอี หรือจอมโจรไต่หลังคาที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน กับบรรดาจอมวายร้าย ที่ร้ายแบบฮาๆ อย่างในหนังไทย แม้จะมีกลิ่นอายลึกลับ ซ่อนเงื่อนบ้าง ก็พอเป็นน้ำจิ้มเล็กๆ น้อยๆ
สิ่งที่โดดเด่นก็คือ งานกำกับศิลป์ ของแอนิเมชันเรื่องนี้ ที่อาศัยการวาดสไตล์ โอลด์สกูล ใช้มือวาดการ์ตูนแบบดั้งเดิม และมีกลิ่นอายความ "เดิมๆ" อยู่มากมาย ทั้งยังคล้ายกับสไตล์ของภาพวาดในนิทานสำหรับเด็ก
สไตล์ของสีสันและตัวการ์ตูน ทำให้ย้อนนึกไปถึงศิลปะในสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ยุคอาร์ตเดโค แนวๆ อองรี เดอ ตูลูส-โลแทร็ก หรือ ทามารา เดอ เลมปิกคา ขณะที่ตัวเอก อย่าง ชานน์ คาดว่า ได้แรงบันดาลใจจากภาพเขียนชื่อเดียวกัน (Jeanne) ของ อะเมเดโอ เคลเมนเต โมดิกลานี ศิลปินชาวอิตาเลียน ผสมผสานกับกลิ่นอายหม่นๆ แบบฟิล์มนัวร์ ซึ่งเข้ากับเนื้อหาซ่อนเงื่อน ลึกลับ ซับซ้อนได้อย่างลงตัวพอดิบพอดี
นอกจากภาพแอนิเมชันสวยๆ มีสไตล์ ทั้งฉากไฮไลต์ท่องกรุงปารีสจากหลังคาตึก ซึ่งทำให้นึกถึงหนังฝรั่งเศสหลายๆ เรื่องจากยุคผู้กำกับอาวองต์-การด์ หรือยุคนิวเวฟแล้ว อีกฉากไฮไลต์คือฉากบ้านในความมืด ที่อาศัยฉากสีดำกับภาพลายเส้น ก็ถือว่าได้โชว์ฝีมือแบบยุคโอลด์สกูลให้คนแอนิเมชันยุค 3D ได้รำลึกถึงกลิ่นอายแบบนอสตราเจียกันไป
กิ๊บเก๋เพิ่มขึ้นไปอีกกับดนตรีเพราะๆ ด้วยฝีมือของ แซร์จ แบสเซต์ ที่เข้ากันมากกับฉากกรุงปารีส ซึ่งมักจะมีดนตรีลอยมาตามสายลม นอกจากจะขอยืมเพลง ของ บิลลี ฮอลิเดย์ อย่าง I Wished on the Moon มาใช้แล้ว เพลงที่เหลือ ทั้งสไตล์คลาสสิก บัลลาด และแจ๊ซ แซร์จ แต่งเองใหม่หมด
เพลงเด่นๆ นอกจากเปิดเรื่องมาอย่างอลังการด้วย Le Jazz Du Cambrioleur และ Monte En L'Air แล้ว ที่เพราะมากก็คือ Java Sous La Neige แถมท้ายด้วย Nuit De Chat
ฉากจบของเรื่อง ที่มาเอวังกัน ณ มหาวิหารโนเตรอดาม นับว่าเป็นการปิดท้ายได้ "ปารี้ส-ปารีส" ดีจริงๆ
วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ความจริง ความฝัน และ ความสุข

* * * * * * * * * *
Northfork (2003)
ประเภท ดรามา แฟนตาซี
เรต PG-13 สำหรับฉากเซ็กซ์สั้นๆ
ความยาว 103 นาที
ภาษา อังกฤษ
เขียนบท มาร์กและไมเคิล โพลิช
กำกับ ไมเคิล โพลิช
แสดง เจมส์ วูดส์ /นิค โนลตี้/ ดูเอล ฟาร์นส์ /มาร์ก โพลิช /ดารีล ฮันนาห์ /โรบิน ซาชส์ /เบน ฟอสเตอร์ / แอนโธนี เอ็ดเวิร์ดส์
* * * * * * * * * *
Northfork (2003) โดดเด่นในแง่ของความเป็นหนังอาร์ต โดยได้รับเชิญไปเข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ นอกจากนี้ ผู้กำกับ อย่าง ไมเคิล โพลิช ยังได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลพิเศษในเทศกาลภาพยนตร์โดวิลล์ รวมทั้ง ได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม (เอ็ม. เดวิด มุลเลน) จากเวที อินดีเพนเดนต์ สปิริต อะวอร์ดส์ ที่อเมริกา และชนะรางวัล ผู้กำกับยอดเยี่ยม จากเทศกาลหนังนานาชาติ กรุงเอเธนส์
ย้อนกลับไปในทศวรรษที่ 50 ดินแดน นอร์ธฟอร์ก ในรัฐมอนทานา ได้มีการสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้า และกำลังจะปล่อยให้พื้นที่ของทั้งเมืองจมลงสู่ใต้น้ำในเวลา 2 วันข้างหน้า ทางการได้จัดให้มีการอพยพผู้คนออกไปจากพื้นที่ แม้แต่ศพในสุสานก็ยังต้องแจ้งญาติมาย้ายออกไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม
เหลือเพียงชาวบ้านไม่กี่ครัวเรือนเท่านั้นที่ยืนกรานไม่ยอมย้ายไปไหน
หกสุภาพบุรุษในชุดดำ ต้องเข้ามาปฏิบัติภารกิจเคลียร์ผู้คนออกจากพื้นที่ ก่อนที่สายน้ำจะกลืนเมืองและชีวิตของพวกเขา ในจำนวนนี้ มีครอบครัวหนึ่งที่ยึดมั่นในสัญญาณจากพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาสร้างบ้านเป็นรูปเรือ เลียนแบบเรือโนห์อาในพระคัมภีร์ไบเบิล ด้วยเชื่อว่า บ้านเรือจะทำให้เขารอด ส่วนอีกรายนั้น ถึงขั้นตอกขาตัวเองติดเอาไว้กับพื้นบ้าน
เรื่องราวการอพยพผู้คนในความเป็นจริง ดำเนินควบคู่ไปกับความฝันของ เออร์วิน (ดูเอล ฟาร์นส์) เด็กกำพร้าที่กำลังจะตาย บาทหลวงฮาร์ลัน (นิค โนลตี้) ผู้เลี้ยงดูเออร์วิน ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สอนให้เชื่อว่า เขาคือ ทูตสวรรค์ มิใช่เพียงเด็กป่วยซึ่งไร้ค่า
เด็กน้อยที่ทำได้เพียงยกเท้ากระดิกไปมาบนเตียง ฝันว่า เขาคือ ทูตสวรรค์ที่หายไปจากภาพวาดสมัยโกธิค ที่ ถ้วยชา (โรบิน ซาชส์) ดอกไม้ (ดารีล ฮันนาห์) น้ำมันตับปลา (เบน ฟอสเตอร์) และความสุข (แอนโธนี เอ็ดเวิร์ดส์) กำลังค้นหา
ปีกทูตสววรค์ของเขานั้นได้รับการถอดออกเมื่อเดินทางมายังโลกมนุษย์ แต่เขายังเก็บมันไว้ และพร้อมที่จะเดินทางกลับสวรรค์ได้ทุกเมื่อ
ขณะเดียวกัน ผู้คนก็กำลังเดินทางออกจากดินแดนที่สิ้นหวังแห่งนี้ น่าแปลกที่เรื่องราวของความจริงและความฝัน เดินทางมาพบกัน ณ บ้านหลังสุดท้าย เมื่อ วอลเตอร์ โอเบรียน (เจมส์ วูดส์) ได้เข้าสู่ภาวะระหว่างสวรรค์กับนรก
สองพี่น้องตระกูลโพลิช เคยเป็นที่รู้จักจากผลงานหนังอินดี้ เรื่อง Twin Fall Idaho และ Jackpot ทั้งมาร์กและไมเคิล ทำงานร่วมกันเสมอ เช่นเดียวกับพี่น้องผู้กำกับและเขียนบทอีกหลายคู่ ไม่ว่าจะเป็น พี่น้องตระกูลโคเอ็น หรือพี่น้องตระกูลวาคอว์สกี
สำหรับหนังเรื่องนี้ดูเหมือนว่า มาร์กและไมเคิล จะได้รับอิทธิพลอย่างสูง จากผลงานมากมายของยอดผู้กำกับ อย่าง เดวิน ลินช์ หรือ เฟเดอริโก เฟลลินี ในการสร้างหนังที่ดูแล้วให้ความรู้สึกแปลกประหลาด (ลินช์) รวมทั้งหนังที่มีเนื้อหาคาบเกี่ยวกับเรื่องของความเป็นและความตายในแนวแฟนตาซีเหนือจริง (เฟลลินี) แม้เรื่องราวในหนังจะไม่มีอะไรมากมายไปกว่า ภารกิจการอพยพเคลื่อนย้ายผู้คนออกจากเมือง และความฝันอันมากด้วยจินตนาการของเด็กน้อย ทว่า บทภาพยนตร์ของสองพี่น้องโพลิชก็สอดแทรกเรื่องราวของความเป็นและความตายเอาไว้อย่างได้จังหวะจะโคน และน่าดูด้วยความไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป
หนังหลายเรื่องอาจบอกเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา ต่างจาก Northfork ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศแปลกๆ โทนสีเทาหม่นหลากหลายเฉดในหนัง นอกจากจะช่วยเน้นความเป็นหนังอาร์ตมากยิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นการถ่ายทอดอารมณ์จากภาวะที่ขาดความชัดเจนของตัวละครในเรื่อง
พี่น้องโพลิชสร้างสัญลักษณ์มากมายในหนังของเขา ไม่ว่าจะเป็น ตัวประหลาดคล้ายสุนัขทำด้วยไม้ นักวิเคราะห์ตาบอด รวมทั้งความสุขที่มีตัวตนในความฝัน แม้ว่า สัญลักษณ์ในหนังอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งเท่าหนังที่ขึ้นทำเนียบคลาสสิกของ เฟลลินี และไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนวุ่นวายขนาดหนังของลินช์ แต่ก็ทำให้ Northfork กลายเป็นหนังที่มีเสน่ห์น่าดูมากเรื่องหนึ่ง
อารมณ์ในหนังเรื่องนี้ ให้ทั้งกลิ่นอายแห่งยุคโกธิค ยุคฟิฟตี้ส์ รวมทั้งให้ความรู้สึกร่วมสมัยไปในเวลาเดียวกัน หลายคนที่ได้ดูอาจจะเห็นว่า หนังเรื่องนี้ช่างเนิบนาบน่าเบื่อเสียจริง คงด้วยเพราะเสียงดนตรีประกอบที่คล้ายเพลงกล่อมเด็ก อันตอบรับกันได้ดีกับจังหวะของหนังที่เนิบช้า เช่นการอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
Northfork อาจไม่ใช่หนังยอดนิยมในดวงใจของคนหมู่มาก แต่สำหรับคนที่ต้องการเสพอารมณ์ที่แปลกแตกต่าง
การชม Northfork เหมือนเราได้นอนหลับฝันไป และเป็นฝันอันแสนหวาน ฝันที่เราเป็นคนอีกคน และได้ผจญภัยในโลกใหม่ ที่มีทั้ง น้ำชา ดอกไม้ และความสุข
วาดภาพชีวิตจริง การาวาจโจ

* * * * * * * * * *
Caravaggio
ปี 1986
ประเทศ อังกฤษ
ภาษา อังกฤษ/อิตาเลียน/ละติน
ประเภท ชีวิต
เรตติง R (ภาษา/เนื้อหาเรื่องเพศ/ ความรุนแรง)
ความยาว 89 นาที
กำกับ เดอเรค จาร์มาน
แสดงนำ ไนเจล แทร์รี/ฌอน บีน/สเปนเซอร์ ลีห์/ทิลดา สวินตัน/ไมเคิล กูห์
* * * * * * * * * *
ดูเหมือนจะเป็นแบบฉบับของการเล่าเรื่องราวประวัติชีวิตบุคคลสำคัญบนแผ่นฟิล์มเสียแล้ว ที่ต้องเบิกโรงด้วยฉากตอนที่เขาและเธอเหล่านั้นกำลังจะตาย เช่นเดียวกับ Caravaggio ที่เล่าเรื่องราวชีวิตของจิตรกรคนสำคัญชาวอิตาเลียนมิเคลังเจโล เมริซี ดา การาวาจโจ ของผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่เปิดเรื่องที่ฉากห้องเช่าอันทรุดโทรมแห่งหนึ่งใกล้ท่าเรือของเมืองทัสกานี ที่ยอดจิตรกร(แสดงโดย ไนเจล แทร์รี) กำลังจะปิดฉากชีวิตตัวเองลงในสภาพไม่ต่างกับยาจก มีเพียงเยรูซาเลเม (สเปนเซอร์ ลีห์) ชายใบ้ที่เขาชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก คอยเฝ้าไข้อยู่ลำพัง
ระหว่างกำลังนอนซมไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียงคนป่วยในสภาพใกล้ตายเต็มที ทว่าจิตใต้สำนึกของมิเคลังเจโล เมริซี ดา การาวาจโจ ศิลปินเจ้าของฉายา "เจ้าชายแห่งความมืด" ชาวอิตาเลียนยังคงโลดแล่นกลับไปทบทวนเรื่องราวในอดีต แล้วฉากตอนสำคัญๆ ในชีวิตของเขาตั้งแต่วัยเด็กก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำ นับตั้งแต่ยังเป็นเด็กเร่ขายศิลปะริมถนน จนกระทั่งต้องหนีมาโรมด้วยข้อหาฆาตกรรม โดยมีพระคาร์ดินาล เดล มอนเต (ไมเคิลกูห์) เป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือ
เดอเรค จาร์มาน ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับ รานุกโช โตมาโซนี (ฌอน บีน)เป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ในประวัติส่วนตัวมักจะอ้างถึงเอาไว้ว่า เป็นคนที่การาวาจโจฆ่าตายโดยความบังเอิญในการต่อสู้หลังเกมเทนนิสเท่านั้น หากใน Caravaggio เวอร์ชันผู้กำกับอังกฤษเล่าว่า ยอดจิตรกรปิ๊งรานิกโช ชายกุ๊ยข้างถนนผู้มีรูปร่างหน้าตาดีตั้งแต่แรกเห็น และเขาก็กลายเป็นแบบให้การาวาจโจวาดภาพหลายๆ ภาพ เริ่มจากการว่าจ้างจนกระทั่งกลายเป็นขาประจำ
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแห่งความมืดกับรานุกโช เป็นแบบรักสามเส้า โดยมีเลนา (ทิลดา สวินตัน) แฟนสาวของรานุกโชอยู่ในทุกเหตุการณ์ เธอเองก็เป็นหนึ่งในนางแบบสำคัญของศิลปินอิตาเลียนชื่อดังเช่นกัน ทั้งในหนังเรื่องนี้ยังเป็นหนึ่งในตัวแปรของโศกนาฏกรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น
สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักเรื่องราวของ มิเคลังเจโล เมริซี ดา การาวาจโจ มาก่อนหากคิดจะมาศึกษาจากหนังเรื่องนี้คงจะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร นอกจากคำตอบที่ว่า ทำไมภาพวาดของเขาจึงเต็มด้วยผู้ชายหน้าตางามๆ เต็มไปหมด
แต่หากรู้จักมาในระดับหนึ่งแล้วก็จะได้พบกับมุมมองใหม่ๆ เหตุเบื้องหลังภาพวาดสำคัญๆ ต่างๆ ที่อาจจะแตกต่างออกไปจากเวอร์ชันที่เคยรับรู้มา ไม่ว่าจะเป็นภาพ Bacchus, Boy with Basket of Fruits, The Lute Player, Saint John the Baptist, Maria Magdalene, Amor Vincit Omnia หรือ Death of the Virgin
ในหนังยังปรากฏภาพเขียนชื่อดังของเขาอีกมากมาย ทั้งที่เป็นภาพเขียน และการที่เดอเรคนำเอามาเลียนแบบเป็นฉากต่างๆ ในการเล่าเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็น Medusa, Saint Gerolamo, The Entombment of Christ เป็นอาทิ
เรื่องเล่าของคนกำลังเพ้อใกล้ตาย จะให้ประติดประต่อชัดเคลียร์ ก็คงไม่สมกับเป็นเรื่องจริงของจิตรกรที่วาดแต่ภาพความจริง เช่น มิเคลังเจโล เมริซี ดาการาวาจโจ
วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
อิสรภาพจากความกลัว

* * * * * * * * * *
Hunger
ปี 2008
ประเทศ อังกฤษ
ภาษา อังกฤษ
ประเภท ชีวิต
เรตติ้ง R (ความรุนแรง/ภาพเปลือย/ภาษา)
ความยาว 96 นาที
กำกับ สตีฟ แมคควีน
นำแสดง ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์/เลียม คันนิงแฮม/สตวร์ต แกรห์ม/เลียม แมคมาฮอน/ลาลอร์ รอดดี/อารอน โกลด์ริง
* * * * * * * * * *
เหตุการณ์ประท้วงอดอาหารในคุกเมซ ซึ่งผู้ต้องขังเป็นนักโทษการเมืองชาวไอร์แลนด์เหนือ ที่รู้จักกันในชื่อ Hunger Stike ปี 1981 นำโดยสมาชิกไออาร์เอ บ๊อบบี ซานด์ส กลายป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของศิลปินชาวอังกฤษ สตีฟ แมคควีน เขาทั้งเขียนบท (ร่วมกับเอนดา วอลช์) และกำกับเอง จนได้รางวัลปาล์มทองคำ ผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาครอง
นอกจากนั้นยังคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมหลายเวที ตั้งแต่เทศกาลภาพยนตร์ซิดนีย์ อีฟนิง สแตนดาร์ด บริทิช ฟิล์ม อวอร์ด เวทีบาฟตา ฯลฯ
หนังเปิดเรื่องขึ้นมาที่บ้านของคนคุมนักโทษ (สตวร์ต แกรห์ม) เขากำลังอาบน้ำ ล้างหน้า แต่งตัว และกินอาหารเช้าก่อนออกไปทำงาน มือของเขาเต็มไปด้วยรอยแผล
ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร บาดแผลของเขาได้มาจากไหน ทำไมเขาจึงต้องระแวดระวังขนาดนั้นก่อนออกจากบ้าน จนกระทั่งตามเขาไปที่ทำงาน ดูการทำงานของเขา
นักโทษคนใหม่เพิ่งถูกส่งตัวมายังเรือนจำเมซ เขาปฏิเสธที่จะสวมชุดนักโทษ เจ้าหน้าที่จึงให้เขาถอดเสื้อผ้าออกหมดและมอบผ้าห่มให้ปกปิดร่างกายเพียงผืนเดียว
ในห้องขังมีนักโทษอีกคนอยู่แล้ว ในสภาพผมยาวหนวดเครารุงรัง ห้องขังที่มีเพียงแสงสว่างจากหน้าต่างบานเล็กๆ ฝาผนังเลอะเทอะไปด้วยงานศิลปะที่สร้างสรรค์จากเศษอาหารและของจากการขับถ่าย
สตีฟ แมคควีน ค่อยๆ ให้เหตุการณ์เล่าเรื่อง ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดการประท้วงอดอาหาร โดยเริ่มต้นด้วยการประท้วง "ไม่สวมเสื้อผ้านักโทษ" "ไม่อาบน้ำ" "ทำห้องขังเลอะเทอะ" "ราดฉี่ออกมาบนพื้น" (ฺBlanket & Dirty) เจ้าหน้าที่เรือนจำพยายามจะทำลายการประท้วงของนักโทษการเมืองเหล่านี้ ด้วยการจับพวกเขาออกไปอาบน้ำตัดผม – แต่ก็เป็นการปฏิบัติระหว่างผู้คุมที่ไร้ความปรานีต่อนักโทษหัวรุนแรงทั้งหลาย ที่แน่นอนว่าไม่ได้เป็นไปอย่างราบเรียบและไม่เกิดการเลือดตกยางออก
หนังเปิดตัวบ๊อบบี ซานด์ส (ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์) ถูกลากออกไปอาบน้ำตัดผมแบบทุลักทุเล -- ตอนนั้นเป็นเวลา 7 เดือน ก่อนที่ผู้นำขบวนการอย่างเขาจะอดอาหารประท้วงจนเสียชีวิต
นักโทษการเมืองที่มาจากขบวนการไออาร์เอเหล่านี้ ดูเหมือนจะรู้จักกันหมด ในการพบปะญาติ พี่น้อง แต่ละคนทักทายกันอย่างสนิทสนม เช่นเดียวกับการเข้าฟังบาทหลวงเทศน์วันอาทิตย์ แต่ละคนต่างจับกลุ่ม จับคู่คุยเสียงเซ็งแซ่ แม้ว่าจะถูกแยกขังในคุกทั้งแคบ ทั้งมืดและสกปรกด้วยจิตรกรรมฝาผนังจากสิ่งปฏิกูล
ไฮไลต์ของหนังให้ความสำคัญไปที่ช็อตการพูดคุยเรื่องอุดมการณ์ระหว่างบ๊อบบี และบาทหลวง (เลียม คันนิงแฮม) ที่พยายามมาเกลี้ยกล่อมให้เขาเลิกอดอาหารประท้วง ยาว 17 นาที ทว่าไม่ประสบผล (และค่อนข้างจะเป็นซีนที่น่าเบื่อไปหน่อย)
ในหนังเราจะได้เห็นพัฒนาการทางร่างกายของไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ นักแสดงนำ ตั้งแต่รูปร่างบึกบึนล่ำบึก และค่อยๆ ผอมลงในระหว่างการอดอาหารกว่า 3 เดือน กระทั่งระบบร่างกายล้มเหลวทุกอย่าง
ใน The Troubles หรือ "ปัญหา" ระหว่างขบวนการกู้ชาติไออาร์เอกับอังกฤษอันยืดเยื้อยาวนานกว่า 20 ปีก่อนหน้าเหตุการณ์ในหนัง มีผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติการอย่างกองโจรไปแล้วหลายพันคน เมื่อรัฐบาลอังกฤษสมัยมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ดำเนินนโยบายแข็งกร้าว เพื่อจัดการกับขบวนการปลดปล่อยไอร์แลนด์เหนือ หรือไออาร์เอ
เช่นเดียวกับสมาชิกขบวนการกู้ชาติฯ ที่ไม่ต้องการให้ผู้คนและประเทศที่ตัวเองถือว่ามีเอกราชเต็มขั้น ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของอีกฝ่าย ทั้งคู่จึงเหมือนน้ำกับน้ำมันที่ไม่สามารถจะผสมผสานกลมเกลียวกันได้
แม้ในมุมมองของสตีฟ แมคควีน จะให้ทางฝ่ายอังกฤษตกเป็นผู้ร้าย แต่เขาก็ไม่ได้ถึงกับป้ายสีดำสนิทไปยังฝ่ายนั้นเสียทีเดียว เขาให้บทบาทเจ้าหน้าที่เรือนจำคนเปิดเรื่องเป็นคนที่ไร้สุข ขณะที่เด็กหนุ่มรุ่นใหม่ในหน่วยปราบจลาจลบางราย ก็ไม่ต้องการทำร้ายนักโทษอย่างรุนแรงเช่นคนอื่นๆ
พวกเขาถึงกับต้องหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นการกระทำอันรุนแรงป่าเถื่อนของพวกเดียวกัน...
ในฐานะที่เป็นจิตรกร สตีฟอาศัยสัญลักษณ์จากงานศิลปะมากมายในหนังเรื่องนี้ เช่น ศิลปะบนฝาผนังจากสิ่งปฏิกูลรูปวงกลมซ้อนๆ กัน นอกจากจะสื่อถึงความสับสนวุ่นวายแล้ว เมื่อจ้องมองไปที่รูปภาพก็ช่างคล้ายกับอุโมงค์ที่อาจจะนำไปสู่อิสรภาพ
สำหรับนักดูหนังบ้านเราที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับขบวนการกู้ชาติของอีกฟากโลก อาจจะตั้งคำถามว่า การประท้วงจนเสียชีวิตของบ๊อบบี ซานด์ส และเพื่อนร่วมขบวนการอีก 7 รายใน Hunger Stike ครั้งนั้นได้รับชัยชนะหรือว่าตายฟรี
หนังที่จบลงอย่างสวยงามด้วยอิสรภาพที่ได้รับจากความตายของบ๊อบบี ไม่ได้ให้คำตอบเอาไว้ ต้องไปพลิกหน้าประวัติศาสตร์อ่านต่อกันเอาเอง ถึงนโยบายที่อ่อนลงโดยทันใดของอดีตนางสิงห์แห่งอังกฤษ
เพียงเถ้าธุลี

* * * * * * * * * *
Little Ashes
ปี 2009
ประเทศ อังกฤษ
ภาษา อังกฤษ/สเปน/ฝรั่งเศส
ประเภท ชีวิต/ชีวประวัติ/รัก
เรตติ้ง R (สำหรับภาษาไม่เหมาะ/เนื้อหาเรื่องเพศ)
ความยาว 1 ชั่วโมง 37 นาที
กำกับ พอล มอร์ริสัน
นำแสดง ฆาเบียร์ เบลทรัน/โรเบิร์ต แพตตินสัน/แมทธิว แมคนัลตี/มารินา กาเตลล์
* * * * * * * * * * *
ความลับในความสัมพันธ์แบบพิเศษพิสดารของยอดอัจฉริยะหนุ่มชาวสเปน 3 คน ได้แก่ กวีและนักเขียน เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา (ฆาเบียร์ เบลทรัน) จิตรกรเซอร์เรียลิสต์ ซัลบาดอร์ ดาลี (โรเบิร์ต แพตทินสัน) และยอดผู้กำกับ หลุยส์ บูยูเอล (แมทธิว แมคนัลตี) ที่อาจไม่เคยมีใครล่วงรู้กระทั่งวาระสุดท้ายในของชีวิตพวกเขา
ย้อนไปในปี 1922 สเปนกำลังตกอยู่ใต้เงาของลัทธิชาตินิยม พร้อมๆ การหลั่งไหลเข้ามาของดนตรีแจ๊ซ ความคิดแบบปรัชญาฟรอยด์ และอาวองต์-การ์ด ซึ่งรัฐบาลขวาจัดเห็นว่าเป็นสิ่งต้องห้ามทั้งสิ้น
ซัลบาดอร์ ดาลี ในวัย 18 ปี เพิ่งถูกส่งเข้ามาอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ท่าทางประหลาดๆ ภายใต้บุคลิกแสนขี้อาย รวมทั้งผลงานที่โดดเด่นของเขา สร้างความประทับใจให้เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา และหลุยส์ บูยูเอล ในที่สุดพวกเขาก็กลายเป็น 3 ทหารเสือที่ไปไหนไปด้วยกัน และเป็นกลุ่มคนหนุ่มที่มีความคิดทันสมัยแห่งกรุงมาดริด
เวลาผ่านไป ซัลบาดอร์เริ่มตกหลุมเสน่ห์อันล้นเหลือของเฟเดริโก ซึ่งแม้ว่าเขาจะมีแฟนสาวนักเขียน อย่าง มักดาเลนา (มารินา กาเตลล์) อยู่ข้างกายแล้ว ก็ยังแอบปันใจมาให้ชายหนุ่มผู้กำลังจะกลายเป็นศิลปินสุดเซอร์ในอนาคต
หนังเล่าเรื่องให้เฟเดริโกค่อยๆ สร้างชื่อเสียงขึ้นเรื่อยๆในฐานะกวีและนักเขียน ขณะที่หลุยส์เองก็ทำตามความฝันจะทำหนังอาร์ตของตัวเองด้วยการไปทำงานในกรุงปารีส
ระหว่างปิดเทอมภาคฤดูร้อนเฟเดริโกและซัลบาดอร์ไปใช้วันหยุดร่วมกันที่กาดาเกส เมืองชายทะเลแห่งหนึ่งของสเปน แล้วทั้งคู่ก็ค้นพบกันและกันในความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา ซึ่งจะทำให้เพื่อน 3 คน กับผู้หญิงอีกหนึ่งรายไม่มีทางจะเหมือนเดิมอีกต่อไป ก่อนที่ซัลบาดอร์จะรู้สึกว่าเฟเดริโกผูกพันกับเขามากจนเกินไป และตัดสินใจย้ายตามหลุยส์ไปยังกรุงปารีส
เวลาผ่านไปชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางแวดวงไฮโซในกรุงปารีส กับชายอีกคนอยู่ในแวดล้อมของชีวิตที่ขาดเสรีภาพทางการเมืองก็ไม่อาจที่จะปรองดองกันได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะถูกฝังไปพร้อมร่างที่ย่อยสลายเป็นผุยผง
Little Ashes มาจากชื่อภาพเขียนของซัลบาดอร์ ดาลีที่เรียกในภาษาสเปนว่า Cenicitas (วาดเมื่อ 1927-1928 ขณะนี้อยู่ในศูนย์ศิลปะสมเด็จพระราชินีโซเฟีย) ในหนังแสดงให้เห็นที่มาของภาพ ที่วาดระหว่างที่ซัลบาดอร์และเฟเดริโกไปพักผ่อนชายทะเลด้วยกัน
ข่าวลือหนาหูในฐานะที่ชายหนุ่มทั้งคู่เป็นคนดังผู้นำความคิดระดับหัวแถวในสายของตัวเอง เฟเดริโกเสียชีวิตโดยกลุ่มคลั่งการเมืองขวาจัดตั้งแต่ยังหนุ่มและอนาคตไกล ขณะที่ซัลบาดอร์ยังคงต้องอยู่ท่ามกลางหมอกควันแห่งความสัมพันธ์ของพวกเขา
หนังสร้างตามบทให้สัมภาษณ์ของศิลปินเซอร์เรียลิสต์ครั้งหนึ่งที่พูดถึงเฟเดริโกว่า เป็นโฮโมเซ็กชวลขณะที่ตัวเขาไม่ใช่ ทั้งคู่รักกัน แต่ซัลบาดอร์กลัวความสัมพันธ์แบบนั้นจึงหนีไป แต่ก็มิอาจหนีความจริงในใจ ได้แต่อยู่ในโลกที่ไม่จริงไปตลอดเช่นเดียวกับศิลปะของเขา
หลายๆ คนเกลียดหนังเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ พอล มอร์ริสัน พยายามอาศัยเทคนิคการเล่าเรื่องแบบสารคดีมาสนับสนุนมุมมองที่เขามาต่อ 3 ยอดคนในยุคทศวรรษที่1920-1930 ให้ดูเป็นจริงที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเพราะการจับโรเบิร์ต แพตทินสัน มาแสดงเป็นชายหนุ่มบุคลิกลอกแลกและเห็นแก่ตัว
หนังเน้นเล่าความสัมพันธ์และความรู้สึกของชายหนุ่ม2 คนมากกว่าจะเล่าเรื่องอื่นๆ รอบข้าง แถมยังน่าแปลกที่นำเสนอฟุตเทจจากหนังหลายเรื่องของหลุยส์ บูยูเอล มากกว่าบทกวีของเฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา และภาพเขียนของซัลบาดอร์ ดาลี เสียอีก
การไม่ได้เล่าอะไรลึกๆ ในอารมณ์ความรู้สึกและความสัมพันธ์ของ 2 หนุ่ม ทำให้หนังเรื่องนี้ยังดูอ่อนไปสักนิด แต่สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เบื้องหลังเบื้องลึกในความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่ก็อาจจะได้เปิดมุมมองใหม่ๆ
ใครไม่ชอบดูหนังเกย์หรือรับไม่ได้ ขอจงอยู่ให้ห่างๆ ก็แล้วกันนะ
เรื่องเล่าในเงาจันทร์

* * * * * * * * * *
Moon
ปี 2009
ประเทศ อังกฤษ
ภาษา อังกฤษ
ประเภท ชีวิต/สยองขวัญ/ลึกลับ/วิทยาศาสตร์
เรตติ้ง R (ความรุนแรง/ฉากโป๊/ภาษา)
ความยาว 97 นาที
กำกับ ดันแคน โจนส์
แสดงนำ แซม ร็อกเวลล์/เควิน สเปซีย์
* * * * * * * * * *
จะทำอย่างไร เมื่อตัวคุณไม่ใช่ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำดีๆ หรือว่าอะไรก็ตาม...
เจ้าของรางวัลหนังอินดี้อังกฤษยอดเยี่ยมแห่งปี 2009 -- Moon ผลงานกำกับของลูกชายเดวิด โบวี -- ดันแคน โจนส์ เล่าเรื่องของ แซม เบลล์ (แซม ร็อกเวลล์) นักบินอวกาศอเมริกัน ซึ่งไปปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์เพียงลำพัง ร่วมกับ เกอร์ตี (เควิน สเปซีย์-ให้เสียง) หุ่นยนต์ผู้ช่วย
สัญญาของแซม เบลล์ ในการขุดหาฮีเลียม-3 กับบริษัทลูนาร์ ยาวนาน 3 ปี ถึงเวลาแล้วที่เขาจะได้กลับบ้านไปหาภรรยาและลูกสาว ซึ่งขณะที่เขาจากมานั้น เทสส์ (โดมีนิก แมกเอลลิกอต) ภรรยาของเขากำลังท้องแก่ใกล้คลอด
ภาพในวิดีโอติดต่อกับระหว่างแซมและเทสส์บอกเล่าว่า อีฟ ลูกสาวของพวกเขาโตจนเริ่มพูดได้ แซมตั้งหน้าตั้งตานั่งนับวันรอคอยการจะได้กลับบ้าน ทว่า ระหว่างนั้นเขากลับขับรถถังอัตโนมัติ "ซาราง" (ภาษาเกาหลีแปลว่า "รัก") ไปชนเข้ากับเครื่องขุดหาแร่ฮีเลียม-3 พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที แซมก็ตกเป็นคนไข้ในความดูแลของเกอร์ตี
ทุกอย่างแปลกไปหมด เหมือนไปเริ่มต้นใหม่ เมื่อแซมขับรถถังซารางออกไปสำรวจ ก็พบกับรถถังคันที่เกิดอุบัติเหตุจอดเกยรถขุดแร่อยู่ที่เดิม หากเมื่อเขาเข้าไปดูกลับพบร่างของตัวเองอยู่ในนั้น
ทั้ง 2 แซม ต่างกล่าวหากันว่า อีกฝ่ายเป็น "โคลน" หลังการทะเลาะเบาะแว้งต่อยตีกันพอสมควรแซมที่ 2 ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตัวตนของทั้งคู่อาจจะไม่มีจริง สองแซมจึงหันมาร่วมมือกันเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนั้น
แม้จะอยู่บนดวงจันทร์มาแล้วเป็นเวลา 3 ปี แต่ยังมีอีกหลายมุมของดาวดวงนี้ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เช่นห้องลับๆ ที่ฐานปฏิบัติการ ซึ่งเขาไม่เคยสงสัยว่ามีอยู่ ก่อนหน้าที่จะปรากฏว่า มีแซมถึง 2 คน
แซม 1 เริ่มป่วยและประสาทจากสิ่งที่เขาค้นพบมากขึ้นทุกที เขาต้องค้นหาความจริงด้วยการแอบไปโทร.กลับโลกด้วยแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์นอกฐานปฏิบัติการ
ความจริงที่ค้นพบไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวังไว้แม้แต่น้อย...
นับตั้งแต่หนังอวกาศคลาสสิกที่สร้างจากนิยายดัง อย่าง 2001 : A Space Odyssey ที่สแตนลีย์ คิวบริก สร้างจากหนังสือของอาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เรื่อง Journey Beyond the Stars มนุษย์กับอวกาศซึ่งคือความฝันอันสูงสุดของอเมริกาสมัยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ดูเหมือนจะเป็นฝันร้ายเสียมากกว่า
ดันแคน ดูจะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวเหล่านี้ไม่น้อย ในหนังของเขายังย้ำเตือนความเชื่อในเงาหลอนแห่งอวกาศ ด้วยการให้แซมตัวเอกดูหนัง อย่าง Silent Running (1972) Solaris (1972) Alien (1979) และ Outland (1981) ที่มีเนื้อหาในแนวสยองของอวกาศระหว่างเวลาพักผ่อนของเขา
อวกาศคล้ายเป็นโลกอีกคนละมิติกับโลกมนุษย์ ที่เต็มไปด้วยเงาดำของความลวง ไม่ชัดเจนว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนเท็จ ในที่สุดแม้แต่ตัวตนของคนที่มีความรู้สึกนึกคิด มีเลือดมีเนื้อ มีเรื่องราวปูมหลัง ก็ยังกลับกลายเป็นเรื่องปลอม
แม้ว่าเนื้อหาจะไม่ได้มีอะไรใหม่มากมายนักในหนังเกี่ยวกับคนและอวกาศ แต่ถ้านับว่า เป็นผลงานชิ้นแรกของผู้กำกับหนุ่มก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว
เมื่อคามุย ไม่อยากเป็นนินจา

* * * * * * * * * *
Kamui Gaiden
ปี 2009
ประเทศ ญี่ปุ่น
ภาษา ญี่ปุ่น
ประเภท ชีวิต/บู๊
เรตติ้ง R (ภาพความรุนแรง/การต่อสู้)
ความยาว120 นาที
กำกับโยอิชิ ซาอิ
แสดงนำ เคนอิชิ มัตซึยามา/โคยูกิ/คาโอรุ โคบายาชิ /ฮิเดอากิ อิโต/โคอิชิ ซาโตะ/ซูสุกะ โอโกะ
* * * * * * * * * *
เด็กรุ่น 30 กว่าปีก่อน โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย ไม่มีใครไม่รู้จัก "คามุย ยอดนินจา" ซีรีส์หนังการ์ตูนเป็นตอนๆ ที่เล่าเรื่องของนินจาผู้เก่งฉกาจ หาตัวจับยากในสมัยสังคมศักดินาของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุให้คามุยฝึกเป็นนินจา เพราะต้องการจะปลดแอกครอบครัวและคนในหมู่บ้านที่ยากจนให้อยู่ดี กินดีขึ้น
Kamui Gaiden นำคาแรกเตอร์นินจาผู้เป็นตำนานในการ์ตูนมา สร้างเป็นเวอร์ชันคนจริง หนังเริ่มต้นเล่าเรื่องจากภาพเขียนในตำหนักโชกุนที่เล่าเรื่องของนินจาคามุยตั้งแต่เด็ก บนภาพวาดดังกล่าวเล่าเรื่องราวตลอดทั้งชีวิตของเขา...
คามุย (เคนอิชิ มัตซึยามา) เกิดในครอบครัวยากจนในสมัยสังคมศักดินา เขาทนไม่ได้ที่คนในหมู่บ้านต้องตกเป็นทาส จึงเริ่มฝึกฝนวิชานินจา เพื่อที่จะสามารถแข็งข้อต่อการกดขี่ของผู้ปกครอง
ประเด็นๆ หลักของเนื้อหามาถึงตอนที่ คามุย (เคนอิชิ มัตซึยามา) ไม่ต้องการเป็นนินจาอีกต่อไปแล้ว เขาอยากกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาๆ เป็นชาวประมงในหมู่บ้านซึ่งเขาเคยอยู่ตั้งแต่ครั้งยังเด็ก แต่โชคชะตาไม่ปล่อยให้เขาทำเช่นนั้น
ศัตรูที่เขาสั่งสมมาตั้งแต่วัยเยาว์ยังคงไม่ลืมอดีตง่ายๆ ไหนจะทางการที่ต้องการกวาดล้างนินจาฝ่ายปรปักษ์ให้สิ้นซาก แล้วยังจะชีวิตแบบนินจาผู้เอกอุ ไม่ว่าใครก็ต้องการจะโค่นเขาผู้เป็นตำนาน เพื่อเก็บเอาไว้เป็นเกียรติประวัติส่วนตัว
การตัดสินใจใช้ชีวิตธรรมดาของคามุย นำมาซึ่งความหายนะ ความตายของคนทั้งหมู่บ้าน รวมทั้งผู้หญิงที่เขารัก-หรือว่า ชีวิตนินจาจะต้องเลือกเพียงทางสายเดียว ถ้าหยุด "ฆ่า" ก็ต้อง "ตาย"
คามุยในแบบของเคนอิชิ มัตซึยามา แม้จะถ่ายทอดอารมณ์โดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา อย่างที่เคยคุ้นกันในฉบับการ์ตูน แต่การสร้างหนังจากคาแรกเตอร์การ์ตูนมาเป็นคนจริงๆ ใช่เรื่องง่าย
โดยเฉพาะฉากแอ็กชันต่อสู้ของนินจาในเรื่องนี้ ต้องบอกว่า ฮาร์ดคอร์สุดๆ (ไม่เหมาะกับการให้เด็กดูเป็นอย่างยิ่ง) อาจจะไม่ค่อยรื่นรมย์นักสำหรับคนที่ต่อต้านความรุนแรง แถมยังดูเหมือน โยอิชิ ซาอิ เน้นการนำเสนอฉากต่อสู้เป็นพิเศษ ในสไตล์เกือบๆ เอาอารมณ์แบบหนัง The Metrix มาใช้ อย่างภาพสโลว์โมชัน เทคนิคการเหาะเหินเดินอากาศ และลักษณะท่าทางที่เหนือจริง เน้นให้เห็นแบบเนื้อๆ จะๆ
การดำเนินเรื่องแต่ละฉากแต่ละตอนในสไตล์ญี่ปุ่น ค่อนข้างจะเนิบนาบ ยืดเยื้อ ไม่ต้องจริตกับน้ำอดน้ำทนของบรรดาสาวกหนังบู๊ฮอลลีวูดสักเท่าไร
สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของ "คามุย ยอดนินจา" ในอดีต ก็อย่าไปดูอย่างคาดหวังอะไรให้มากนัก ดูขำๆ ให้หายคิดถึงคาแรกเตอร์สุดโปรดก็พอแล้ว
ประตูผี...ที่ซานตาเฟ

* * * * * * * * * *
Surveillance
ปี 2009
ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ภาษา อังกฤษ
ประเภท ชีวิต/สยองขวัญ/ลึกลับ
เรตติ้ง R (ความรุนแรง/ภาษา/ยาเสพติด)
ความยาว 97 นาที
กำกับ เจนนิเฟอร์ ลินช์
แสดงนำ จูเลีย ออร์มอนด์/บิล พูลแมน/ไรอัน ซิมป์คินส์/เพลล์ เจมส์/เคนต์ ฮาร์เปอร์
* * * * * * * * * *
สิ่งที่คุณเห็น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็น แต่สิ่งที่เด็กเห็นล่ะ...
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เจนนิเฟอร์ ลินช์ ลูกสาว เดวิด ลินช์ เจ้าพ่อฟิล์มนัวร์อเมริกัน กับผลงานหนังเรื่องที่ 2 ของเธอที่เล่าเรื่องราวของ เอลิซาเบธ แอนเดอร์สัน (จูเลีย ออร์มอนด์) และแซม ฮัลลาเวย์ (บิล พูลแมน) เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ 2 คนที่เข้ามาสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ณ โรงพักแห่งหนึ่งในซานตาเฟ
งานนี้ มีพยาน 3 รายจากที่เกิดเหตุ ตั้งแต่ ตำรวจทางหลวง แจ็ค เบนเนตต์ (เคนต์ ฮาร์เปอร์) ที่คู่หูโดนฆ่า สาวซิ่งติดยา บ๊อบบี เพรสคอตต์ (เพลล์ เจมส์) ผู้สูญเสียแฟนหนุ่มในเหตุการณ์ รวมทั้ง สเตฟานี (ไรอัน ซิมป์คินส์) เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ที่ทั้งแม่ พี่ชาย และพ่อเลี้ยงตกเป็นเหยื่อฆาตกรรม
เจ้าหน้าที่เอฟบีไอจับพยานทั้ง 3 สอบปากคำแบบแยกห้อง แล้วถ้อยคำจากปากพยานที่ต่างบอกเล่าในแบบที่ “สร้างภาพ” ให้ตัวเอง “ดูดี” ก็พร่างพรูออกมาในแต่ละห้อง ผ่านวิดีโอที่แซมเป็นคนควบคุม
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่พยานเล่า เหตุการณ์แบบที่ “ไม่เป็นจริง” ทว่าภาพของเรื่องราวที่ฉายบนจอกลับเป็นสิ่งตรงกันข้าม เรื่องนี้คนดูจึงรับบทเป็น “พระเจ้า” ที่หยั่งรู้ทุกสิ่ง ยกเว้นแต่ก็เพียงตอนจบของเรื่องราว...
ระหว่างการให้ปากคำที่เต็มไปด้วยคำโกหก คนดูได้เห็นภาพจริงของการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของ 2 ตำรวจเลวๆ ที่ใช้อาชีพบังหน้าเป็นอันธพาลรีดไถเงินคนที่ผ่านไปมาบนท้องถนน... เห็นสาวติดยาใจแตกที่ชีวิตได้แต่ไร้สาระไปวันๆ รวมทั้งเห็นเด็กน้อยที่โตเกินวัย เธอรู้ เธอเห็น เธอคิด... แต่ผู้ใหญ่ไม่รับฟัง
เจนนิเฟอร์ ลินช์ ที่เขียนบทเรื่องนี้เอง โดยนำวิธีคิดแบบราโชมอน “ประตูผี” มาใช้ในการเล่าเรื่อง แต่ไม่ได้สร้างความ สับสนเหมือนหนังญี่ปุ่นคลาสสิกว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริงเรื่องปลอม เพราะมีเรื่อง หักมุมอย่างอื่นรออยู่
นอกเหนือจากปมประเด็นลึกลับซับซ้อนต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในหนัง สิ่งที่เจนนิเฟอร์เสนออย่างตรงไปตรงมา และจริงที่สุด คือ “ด้านมืด” ที่มีอยู่ในทุกซอกทุกมุมของสังคม และมีอยู่ในทุกๆ วงการ รวมทั้งแวดวงของผู้รักษากฎหมาย การใช้อำนาจในทางที่ผิดเป็นอันตรายเสมอ สำหรับในเรื่องนี้คนดูที่มองเห็นว่าเป็นเรื่องแบบ “ตลกร้าย” ก็อาจจะสะใจกับการตายแบบล้างโรงพักซานตาเฟ
บทบาทแบบ “บอนนี่ แอนด์ ไคลด์” สไตล์โรคจิตของ จูเลีย ออร์มอนด์ และบิล พูลแมน สร้างสีสันให้เรื่องราวได้เล็กน้อย ที่เหนือไปกว่านั้น คือการแสดงของหนูน้อยไรอัน ซิมป์คินส์ – สายตาที่ช่างสงสัย ช่างสังเกตของเธอ เป็น “กุญแจบู๊ลิ้ม” ในเรื่องนี้ทีเดียว
หนังสร้างในสไตล์แบบหนังเกรดบี สังคมนี้มันช่างเจ็บป่วย เต็มไปด้วยความเหลวไหล ไร้สาระ จริงๆ
และอย่าคิดล่ะว่าเด็กจะไม่รู้
วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551
หน่วยกล้าตายหมายเลข 1

เรื่องราวจากหนังสือชื่อเดียวกัน (The Big Red One) ของ ซามูเอล ฟุลเลอร์ ซึ่งเล่าเรื่องราวของเขาเองสมัยเมื่อครั้งต้องเข้าร่วมรบในสมรภูมิยุโรป ของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยฉบับ The Big Red One: The Reconstruction (2004) เป็นการนำภาพยนตร์จากปี 1980 มาสร้างใหม่คล้ายๆ กับรูปแบบของ ไดเร็กเตอร์’ส คัท ทว่า ซามูเอล ผู้กำกับชิงเสียชีวิตไปเสียก่อน ก็เลยได้แต่อาศัยเทคโนโลยีในการนำมาสร้างใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสืออัตชีวประวัติของ ซามูเอล ชื่อ A Third Face ซึ่งกลายเป็นเวอร์ชั่นที่แทบไม่ต่างจาก ไดเร็กเตอร์’ส คัท เพราะว่า ได้นำมาตัดต่อใหม่ตามสคริปต์ในการถ่ายทำของ ซามูเอล เมื่อปี 1980
เปิดฉากมาด้วยวาทะเด็ดจากหนังสือที่ว่า “This is fictional life, based on factual death” เรื่องราวชีวิตที่สร้างขึ้นจากความเป็นความตายจริงๆ... ของ กองพันแดงหมายเลข 1 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 กองพันที่ติดหมายเลข 1 สีแดงไว้ที่แขน หมายถึง หน่วยกล้าตายที่จะต้องนำหน้าหน่วยอื่นๆ ก่อนเสมอในการทำสงคราม
ลี มาร์วิน แสดงเป็นนายสิบโท ผู้คุมหน่วยกองพันแดงหมายเลข 1 ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเคยประจำกองพันเดียวกันในสงครามโลกครั้งที่ 1 มาก่อน และเคยรบในสนามรบที่ยุโรปมาแล้วด้วยเช่นกัน เขาต้องเป็นผู้นำหน่วยกล้าตายเข้าไปในสมรภูมิยุโรป เริ่มจากการเป็นหน่วยแรกที่ยกพลขึ้นบก ณ ชายหาดนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะตะลุยไปยังประเทศอิตาลี เบลเยียม และเยอรมนี
ไฮไลต์ของเรื่องราวไม่ได้อยู่ที่ยุทธวิธีการรบ ทว่า เป็นเรื่องราวของชีวิตของหน่วยกล้าตาย อย่าง กองพันแดงหมายเลข 1 อันเป็นปกติธรรมดาที่ไม่มีใครต้องการมารบ ไม่มีใครอยากฆ่าคน หรือเป็นคนที่ถูกฆ่า แต่ละคนต่างมีหวังที่จะมีชีวิตรอดกลับไป เพื่อทำให้ความฝันของตัวเองเป็นจริง
พลทหารกริฟต์ (มาร์ค แฮมิลล์ - สมัยเดียวกับกำลังแสดงในมหากาพย์สงครามอวกาศ Star Wars) ฝันอยากเป็นจิตรกร เขาฝึกฝนวาดภาพตลอดเส้นทาง แม้จะหวาดผวาเมื่อเห็นคนตายเป็นจำนวนมาก ในช่วงแรกๆ เขารายงานกับนายสิบโทผู้คุมหน่วยว่า เขาไม่สามารถจะฆาตกรรมใครได้อีกแล้ว ขณะที่ผู้คุมกล่าวตอบคล้ายคนเลือดเย็นว่า ...เราไม่ได้ฆาตกรรมศัตรู แต่เราฆ่า เหมือนเราฆ่าสัตว์นั่นแหละ เราไม่ได้ ฆาตกรรมพวกมัน... แต่นั่นก็คือ ปรัชญาในการเอาชีวิตรอดในสนามรบ
พลทหารแซป (โรเบิร์ต คาร์ราดิเน) นักเขียน รุ่นเยาว์ (เป็นตัวแทนของ ซามูเอล ฟุลเลอร์ เอง) ตั้งใจว่าจะรอดจากสงครามครั้งนี้กลับไปเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับสงคราม (แล้วเขาก็ทำได้สำเร็จ แถมยังมากำกับภาพยนตร์เองด้วย)
นอกจากความผูกพันในหมู่ทหารหน่วยกล้าตายแล้ว มิตรภาพกับชาวบ้านตามรายทางในประเทศต่างๆ ก็เป็นเรื่องราวในความทรงจำอันสุดประทับใจที่ซามูเอล ถ่ายทอดเอาไว้ด้วย มิตรภาพเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดในสนามรบ หรือระหว่างคนที่พูดกันคนละภาษาก็ตาม
สนามรบในอิตาลีและฝรั่งเศส ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ประทับใจเป็นพิเศษที่นักเขียน/ผู้กำกับ เล่าถึงตัวละครเอกในเรื่องของเขา อย่าง นายสิบโท เอาไว้ได้อย่างน่ารัก ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจของผู้คุมหน่วยคนนี้ที่มีต่อเด็กน้อยชาวอิตาเลียนที่สูญเสียแม่ เด็กหญิงในหมู่บ้านที่ประดับหมวกเหล็กของเขาด้วยดอกไม้หลากสีสัน หรือกับคนสติไม่ดีในโรงพยาบาลบ้า แม้กระทั่ง การ ให้กำเนิดเด็กชายของหญิงท้องแก่ในรถถังของฝ่ายเยอรมนี รวมทั้ง เด็กชายชาวยิวผู้น่าสงสาร ที่เขาพบในค่ายกักกันช่วงใกล้การยุติแห่งสงคราม นอกจากนี้ ยังมีนายทหารชาวเยอรมันที่เป็นคู่กัดกับเขาทั้งในสนามรบ ที่อิตาลีและฝรั่งเศส ท้ายที่สุด นายสิบก็พยายามช่วยชีวิตเขา หลังจากรับรู้ว่าสงครามยุติ เพราะ ซามูเอลว่าเอาไว้... “ทุกคนที่มีชีวิตรอดจากสงครามล้วนแต่ งดงาม”....
ภาพยนตร์ปูพื้นชีวิตของนายสิบและพลทหารแต่ละคนเอาไว้อย่างง่ายๆ ประสบการณ์เลวร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 1 ของนายสิบโท คือ สิ่งที่เขาต้องการจะแก้ไขใหม่ในการมาสงครามครั้งนี้ แต่เขาก็เกือบจะพลาดอีกจนได้ เมื่อไปเสียบพุงของทหารเยอรมันเข้า หลังสงครามสิ้นสุดลงไปแล้วถึง 24 ชั่วโมง
ในเวอร์ชั่น Reconstruction ดูเหมือนจะเน้นบทบาทของ นายสิบโทหัวหน้าหมู่ให้เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องมากขึ้นจากเวอร์ชั่นเก่า ในเรื่องถ่ายทอดให้เห็นความนิ่งและความเข้าใจโลกของเขาท่ามกลางความวุ่นวายของพลทหารคู่หูทั้ง 4 (อีก 2 คนคือ พลทหาร วินชี่ (บ็อบบี ดิ คิชโช) กับพลทหารจอห์นสัน (เคลลี วาร์ด) ซึ่งอ่อนประสบการณ์ และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และมากด้วยความหวังที่ต้องการ มีชีวิตอยู่
โดยปกติแล้ว ภาพยนตร์ที่นำมาตัดต่อ หรือทำเป็นเวอร์ชั่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการขยายเรื่องให้ยาวออกไปอีกนั้น มักจะออกมาแย่กว่าเวอร์ชั่นดั้งเดิม ทว่า The Big Red One: The Reconstruction (2004) กลับเป็นข้อยกเว้น ด้วย 45 นาทีที่เพิ่มเข้ามายิ่งขับเน้นจุดเด่นของเรื่อง ก็คือ ความงดงามของการมีชีวิตอยู่ และมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างความเป็นความตายในสงครามได้ชัดเจน และสะเทือนอารมณ์มากยิ่งขึ้น
The Big Red One: The Reconstruction (2004) เป็นภาพยนตร์สงครามเชิงดรามาที่เล่าเรื่องราวงดงามที่เกิดขึ้นระหว่างสถานการณ์ที่อาจชี้ความเป็นความตาย ถ้าใครชื่นชอบภาพยนตร์แอคชั่นสงครามประมาณ Black Hawk Down หรือ Saving Private Ryan ก็คงจะผิดหวังเมื่อคว้าเรื่องราวที่ออกจะดูน่าเบื่อเรื่องนี้มาชม
ในขณะที่คนที่ชอบภาพยนตร์สงครามแนวดรามา ทำนองเดียวกับ All Quiet on the Western Front (ลิวอิส ไมล์สโตน-กำกับ), A Bridge Too Far (ริชาร์ด แอตเทนเบอโรห์ - กำกับ) และ Das Boot หรือ The Boat ภาพยนตร์สงครามคลาสสิกของเยอรมัน (วูล์ฟกัง พีเทอร์เซน - กำกับ) น่าจะชอบเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
ที่สำคัญ ภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมฉากตอนสุดสยอง อารมณ์ขัน และเรื่องราวหนักๆ กับความงดงามสุดมหัศจรรย์ของชีวิตมนุษย์ อันเป็นจุดเด่นในผลงานของ ซามูเอล ฟุลเลอร์ เอาไว้อย่างครบถ้วน
เส้นยาแดงของ 'นักบุญ' กับ 'คนบาป'

เรื่องราวสร้างจากเรื่องจริงในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 Saints and Soldiers เล่าชีวิตความผูกพันของ ทหาร ฝ่ายพันธมิตรกลุ่มเล็กๆ ที่หลงเข้าไปอยู่ในวงล้อมของศัตรู ทว่าเขากุมข้อมูลสำคัญที่อาจช่วยชีวิต ทหารอเมริกัน ได้นับพันคน เพียงแต่พวกเขาจะต้องเดินทางฝ่าวงล้อม
ของศัตรู ท่ามกลางพายุหิมะที่หนาวเหน็บออกป่าอาร์แดนส์ของเบลเยียมไปให้ได้
การต่อสู้ที่นองเลือดและยืดเยื้อในสมรภูมินี้ ได้รับขนานนามว่า การต่อสู้แห่งบัลจ์ เกิดในปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1944 กองทัพเยอรมันสามารถรุกคืบเข้ามาจับกุมหทารอเมริกันจำนวนมากไปเป็นเชลย ณ ทุ่งกว้างอันเต็มไปด้วยน้ำแข็งใกล้ๆ กับ มัลเมอดี ประเทศเบลเยียม
ภาพยนตร์เปิดฉากขึ้นที่ทุ่งกว้างแห่งนี้ เมื่อทหารอเมริกันจำนวนหนึ่งพยายามจะหลบหนี ฝ่ายเยอรมันจึงเปิดฉากระดมยิงเขาใส่ทหารอเมริกันที่ถูก ปลดอาวุธ ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นการ ฆาตกรรมหมู่ที่มัลเมอดี
พลทหารนาทาน "ดีคอน" เกรียร์ และเพื่อนร่วมเมือง อย่าง จ่ากอร์ดอน กันเดอร์สัน และทหารอเมริกันอีก 2 นาย รอดจากการฆาตกรรมหมู่ด้วยการทำเป็นแกล้งตาย ก่อนที่จะพากันหลบหนีเข้าป่า และวางแผนเดินทางไปสมทบกับกองทหารอเมริกัน กระทั่งพบกับ โอเบอรอน วินลีย์ สายลับชาวอังกฤษ ซึ่งกำลังจะนำข้อมูลลับไปส่งให้กองทัพอเมริกัน ทว่า เครื่องบินของเขาถูกฝ่ายเยอรมันสอยตกมาในป่า
การเดินทางฝ่าวงล้อมออกไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว แต่พวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับความหนาวเหน็บ ทั้งยังไม่มีอาหาร น้ำ และอาวุธ การเอาตัวรอด อาจสร้างได้ทั้งความสามัคคี ความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง รวมทั้ง ความเห็นแก่ตัวในเวลาเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสถานการณ์อันไม่ปกติ อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปเยี่ยงที่ควรจะเป็นของมนุษย์ปุถุชน
Saints and Soldiers ภาพยนตร์ทุนต่ำ ผลงานของ ไรอัน ลิตเติล ยังสอดแทรกเรื่องราวของศาสนา ความเชื่อ ศรัทธา และปาฏิหาริย์...
พลทหารดีคอน อดีตหมอสอนศาสนา ซึ่งเคยเดินทางมาเผยแผ่ลัทธิมอร์มอน ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อมาฝึกเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ เขาเป็นพลแม่นปืนที่ไม่เคยยิงพลาดเป้ามาก่อน แต่เมื่อเขายิงใส่ทหารเยอรมันคนหนึ่งที่กำลังหลบหนี เห็นชัดๆ ว่า ยิงถูกเป้าแน่ๆ หากกระสุนกลับไม่ระคายทหารคนนั้นแม้เล็กน้อย ภายหลังจึงพบว่า ทหารเยอรมันคนนั้น คือหมอสอนศาสนาเพื่อนเก่าที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกันขณะที่ดีคอนอยู่ในกรุงเบอร์ลิน
แม้ภาพยนตร์จะดึงเอาเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ที่มัลเมอดีมาเป็นเหตุการณ์หลัก ทว่า การเล่าเรื่องของ ไรอัน ลิตเติล ทำได้อย่างสละสลวยงดงามราวกับบทกวี และงานศิลปะ ฉากความเป็นความตาย และฉากสู้รบอันน่าหวาดเสียวมิใช่ประเด็นสำคัญไปกว่าการเน้นไปที่อารมณ์ ความรู้สึก ความรัก ความผูกพัน มนุษยธรรม รวมทั้งความหวังที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ภายหลังสงคราม
คาแรคเตอร์ของตัวละครหลักๆ ทั้ง 5 คน ที่สร้างเอกลักษณ์ประจำตัวออกมาได้อย่างโดดเด่น และสร้างความรักความอาลัยให้เกิดกับผู้ชม เช่นเดียวกับความผูกพันกันเองของตัวละครในเรื่อง รวมถึงความชาญฉลาดในการเล่าเรื่องก็เป็นเสน่ห์ให้คนติดตาม Saints and Soldiers ตั้งแต่ฉากแรกจนถึงฉากสุดท้าย ที่บรรจุไว้ทั้งอารมณ์ลุ้นระทึก อารมณ์ดรามา และความมีศิลปะในการนำเสนอ ขนาดที่แทบจะลืมความเป็นภาพยนตร์ทุนต่ำไปเสียสนิทใจ ถ้าใครชอบ Saving Private Ryan กับ The Thin Red Line หรือภาพยนตร์คลาสสิก อย่าง The Big Red One ก็น่าจะลองชมภาพยนตร์เรื่องที่ไม่มีดารา "บิ๊กเนม" สักคนเดียว แต่สามารถเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจเรื่องนี้
ว่ากันว่า ไม่มีใครผิดใครถูกใน สงคราม และความรัก เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่พยายามนำเสนอว่า อะไรกันหนอคือเครื่องบ่งชี้ระหว่าง ดี-ชั่ว และเส้นแบ่งระหว่าง "นักบุญ" กับ "คนบาป" จะอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ ที่แท้แล้วคำตอบจะมีอยู่จริงหรือ...
Saints and Soldiers กวาดรางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จาก เทศกาลภาพยนตร์ ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แบร์เฟสต์ หรือเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ บิ๊ก แบร์ เลค / เทศกาลภาพยนตร์กลอเรีย / เทศกาลภาพยนตร์ฮาร์ตแลนด์ / อินดิเพนเดนต์ สปีริต อวอร์ดส์ / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติลองบีช / เทศกาลภาพยนตร์มาร์โค / เทศกาลภาพยนตร์โอไจ / เทศกาลภาพยนตร์ซาคราเมนโต / เทศกาลภาพยนตร์ซานดิเอโก / เทศกาลภาพยนตร์เซนต์จอร์จ เอคลิปส์ / เทศกาลภาพยนตร์สโตนี บรุค / เทลลูไรด์ อินดีเฟสต์ และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เทเมคูลา วัลลีย์
วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
สีสันยุคปฏิวัติฝรั่งเศส กับการจดบันทึกของผู้หญิงสูงศักดิ์

ภาพยนตร์สวยๆ เรื่องนี้มิได้สร้างสรรค์บนแผ่นฟิล์มเท่านั้น หากทว่าเอริค โรห์แมร์ ผู้กำกับนั้น สร้างภาพยนตร์ของเขาเรื่องนี้ส่วนหนึ่งบนผืนผ้าใบด้วย
จากการทำงานร่วมกันของศิลปินวาดภาพ ฌอง-แบปติสต์ มาโรต์ และผู้กำกับศิลป์ อย่าง อองตวน ฟงแตน ทำให้ได้ฉากหลังของกรุงปารีสสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสอันงดงาม และเป็นความแตกต่างอันโดดเด่น ของภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เรื่อง L'Anglaise et le Duc
ภาพยนตร์สร้างจาก Journal of My Life During the French Revolution บันทึกของ เกรซ เอลเลียต (ลูซี รัสเซล) หญิงสาวสูงศักดิ์ชาวอังกฤษ อดีตคู่รักและเพื่อนของ ดุ๊ก แห่ง ออร์เลอองส์ (ฌอง-โคล้ด ดรีย์ฟุส) พระญาติของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งชีวิตของเธอมีความเสี่ยง เมื่อเธอมีแนวคิดขวาจัด และมักจะพูดยกย่องฐานันดรศักดิ์ รวมทั้งแสดงความเห็นต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสอย่างชัดเจน
ความสัมพันธ์อันงดงามของอดีตคู่รักที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิท เลดี้เกรซ แอบช่วยเหลือนักโทษการเมืองคนสำคัญเอาไว้คนหนึ่ง กระทั่ง ดุ๊ก ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยให้เขาหลบหนีไป การแตกหักของทั้งคู่ อยู่ตรงที่ ดุ๊ก แห่ง ออร์เลอองส์ ร่วมลงคะแนนเสียงสนับสนุนการประหารพระเจ้าหลุยส์ด้วยกีล์โยติน เลดี้เกรซซึ่งคุ้นเคย คลุกคลี และจงรักภักดีต่อระบบกษัตริย์จึงรับไม่ได้
ภาพแห่งประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสอันโด่งดัง ผ่านมุมมองของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงปารีส เธอต้องประจักษ์กับความโหดร้ายแห่งการเข่นฆ่า ต้องเอาตัวรอดจากการเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ ภาพต่างๆ ที่เธอเห็นและบันทึกเอาไว้ในไดอารีได้รับการถ่ายทอด เป็นเรื่องราวในภาพยนตร์ อย่างเช่น ตอนที่เธอกลับมาในกรุงปารีส รถม้าของเธอแล่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มประชาชน ที่รวมตัวกันแห่เอาศีรษะของเจ้าหญิงแห่งลอมบัลล์ ประจานไปรอบๆ เมือง ตัวเลดี้เกรซเองก็เกือบจะถูกลากลงไปสังหารเช่นเดียวกัน ขณะที่เธอมองภาพของการปฏิวัติว่าช่างโหดร้าย เหตุใดผู้คนจึงเข่นฆ่ากันได้เพียงนี้ ดุ๊ก กลับกล่าวกับเธอว่า การปฏิวัติใดๆ ก็ย่อมโหดร้ายต่อประจักษ์พยานร่วมสมัยทั้งนั้น แต่สิ่งนี้จะดีต่อลูกหลานในอนาคต
ท้ายที่สุดตัวดุ๊กเองก็ยังต้องตกเป็นนักโทษทางการเมือง ในยุคที่สับสนวุ่นวายหลังการปฏิวัติรัฐประหารครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส ในวันที่ 14 กรกฎาคม 1789
ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องด้วย 2 คาแรคเตอร์หลัก คือ เลดี้เกรซ และ ดุ๊ก แห่ง ออร์เลอองส์ ซึ่งแสดงได้อย่างโดดเด่น แม้ว่าในความเป็นจริงนั้นจะต้องเล่นอยู่เบื้องหน้าฉากสีฟ้า หรือ บลูสกรีน เป็นส่วนใหญ่ก็ตาม นอกเหนือจากการสร้างสรรค์ฉากให้สวยงามอย่างแปลกด้วยภาพวาด ซึ่งทำให้นึกถึงศิลปินที่ชอบวาดภาพอาคารสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศส อย่าง โทมัส ปราดซินสกี แล้ว เทคนิคมหัศจรรย์พันลึกอื่นๆ นั้น ไม่ปรากฏให้เห็นเลย
เทคนิคการวาดฉากที่ผู้กำกับนำมาใช้ นับเป็นการย้อนกลับมาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ และให้อารมณ์เหมือนกับการได้นั่งชมศิลปะเฟรสโก ที่มิใช่เป็นเพียงภาพนิ่งบนกำแพงเท่านั้น หากว่า มีชีวิตชีวาที่โลดแล่น ต่อเนื่องกันหลายๆ ภาพ เทคนิคที่เอริคเลือกใช้ ช่วยให้เรื่องราวหนักๆ อย่าง ประวัติศาสตร์ทางการเมืองอันตึงเครียดนั้น เพิ่มความโรแมนติกขึ้นมาได้อีกอักโข
ทว่า เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ “พูด” แสดงความคิดเห็นกันตลอดทั้งเรื่อง ถ้าใครไม่ชอบภาพยนตร์ที่มี บทสนทนามากๆ โดยเฉพาะภาษาที่ไม่คุ้นเคย อย่าง ฝรั่งเศส ก็อาจจะต้องเมิน ขณะที่คนที่ชอบเรื่องราว ในประวัติศาสตร์ อาจจะต้องการทราบเรื่องราวในอีกมุมมองหนึ่งของผู้หญิงชาวอังกฤษ
L'Anglaise et le Duc เสียตรงที่บางครั้งมีฉากตอนที่เยิ่นเย้ออยู่บ้าง และอาจจะทำให้คนดูเบื่อ เช่นเดียวกับบทสนทนามากมายในเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ฉากภาพวาด ของ ปลาส เดอ ลา กงกอร์กด์ ถนนแซงต์ออนอเร บูเลอวารด์ แซงต์ มาร์ติน และแมนชั่นที่เกรซอาศัยอยู่ ที่ เมอดง ก็สวยงามเสียจนไม่อาจจะแอบหลับ หรือเบื่อหน่าย L'Anglaise et le Duc ไปได้
นับเป็นผลงานที่น่าสนใจอีกเรื่องของ เอริค โรห์แมร์ ผู้กำกับจากยุคนิวเวฟ วัย 82 คนนี้
บันทึกชีวิตไม่ปะติดปะต่อ ของ เอดิต เพียฟ

La Mome หรือ La Vie En Rose ในเวอร์ชันนอกประเทศฝรั่งเศส เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส อันเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส หรือ ลา แฟต ครั้งที่ 4 เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่บทบาทของ มาริยง โกติลยารด์ ในฐานะนักร้องผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองน้ำหอม เอดิต เพียฟ ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครอีกหลายๆ คน
เมื่อแรกชมตอนเปิดเรื่องด้วยภาพมาริยงในบท เอดิต เพียฟ ช่วงปลายของชีวิต ร้องเพลง Heaven Have A Mercy บนเวทีก่อนจะล้มพับไป แล้วภาพก็ตัดกลับไปเมื่อครั้งที่เอดิตอายุได้ 5 ขวบ (มานง เชอวาลลิเยร์) ในใจคิดว่า เอาแล้ว... จะเป็นหนังอัตชีวประวัติแบบสูตรสำเร็จ (ซึ่งอาจจะน่าเบื่อ) หรือเปล่านี่?
หลายคนที่พลาดไปชมในโรงหนัง ต้องมาอาศัยดูดีวีดีอย่าเพิ่งท้อใจเสียตั้งแต่เมื่อเริ่มเรื่อง เพราะในหนังชีวิตคนดังที่คล้ายๆ สูตรสำเร็จเรื่องนี้ ยังได้สอดแทรกสูตรพิเศษเฉพาะลงไป ระหว่างเส้นทางชีวิตซึ่งมากด้วยคุณค่าและความหมาย ของศิลปินนักร้องหญิงผู้เป็นขวัญใจ ทั้งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งฝรั่งเศสในกาลต่อมาเอาไว้มากมาย จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนังประวัติบุคคลที่นำเสนอได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียว
จากท้องถนนในย่านแบลล์วิลล์ในกรุงปารีส เมื่อแม่ที่เป็นนักร้องข้างถนนไม่สนใจเธอแต่อย่างใด พ่อก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงจึงพาไปอยู่กับย่าที่ย่าน แบร์กเนย์ เมืองนอร์มังดี ย่าของเธอทำกิจการซ่องโสเภณี ชีวิตวัยเด็กของเธอจึงถูกรายรอบไว้ด้วยหญิงขายบริการ
อยู่ดีๆ เอดิทก็ตาบอด หนังเล่าตามอัตชีวประวัติของเธอว่า ตาบอดอยู่ราวๆ 3 ปี แต่พอได้ไปไหว้แซงต์เตแรส เดอ ลิลสิเยอซ์ (เซนต์เทเรซาแห่งลิสิเยอซ์) ในนอร์มังดี (Sainte-Therese de Lisieux) แล้วก็กลับมามองเห็นได้ราวปาฏิหาริย์
พ่อของเธอได้งานในคณะละครสัตว์ และมา รับเอดิตไปอยู่ด้วย แต่ละครสัตว์ไปได้ไม่สวยนัก ในที่สุดพ่อลูกก็มาเปิดหมวกแสดงกายกรรมอยู่ ข้างถนนในกรุงปารีส แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการแสดงท่าพิสดารต่างๆ ของพ่อแต่อย่างใด ทว่าเมื่อบิดาบอกให้เธอทำอะไรสักอย่าง เธอจึงเปล่งเสียงร้องเพลงชาติฝรั่งเศส La Marseilles และเสียงร้องที่สะกดใจของเด็กหญิงเอดิตวัย 8 ขวบ (ปอลีน บูร์เลต์) ต่างหากที่เรียกเสียงปรบมือกึกก้อง และเพิ่มเศษเงินบริจาคในหมวกให้ทั้งคู่
หลังจากที่พ่อไม่อยู่แล้ว แต่เอดิทยังคงหาเงินด้วยการเป็นนักร้องข้างถนน กระทั่ง หลุยส์ เลอเปล (เจรารด์ เดอปาร์ดิเยอ) เจ้าของคลับแห่งหนึ่ง เดินเข้ามาเป็นโอกาสก้าวแรกของเอดิต เขาเปลี่ยนชื่อของเธอจาก เอดิต โจวานนา กัสสิยง เป็นเอดิต เพียฟ โดยให้ใช้ชื่อในการแสดงว่า ลา มอม เพียฟ (La Mome Piaf) ที่หมายถึง นกกระจิบที่ไร้บ้าน จากที่เธอเคยเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่เคยร้องเพลงอยู่ข้างถนน
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะดังเป็นพลุ หลุยส์กลับมาถูกลอบยิงเสียชีวิตเสียก่อน ปล่อยให้โปรดิวเซอร์สุดโหดอย่าง หลุยส์ บาร์ริเยร์ (ปาสกาล เกรกอรี) เป็นผู้เจียระไนเธอให้เป็นเพชรเม็ดงาม
หนังตัดสลับไปมาระหว่างเรื่องราวในอดีต กับชีวิตตอนปลายที่เต็มไปด้วยชื่อเสียงแต่ไร้สุขของ เอดิต ก่อนที่เรื่องราวจะมาบรรจบกันที่ฉากสุดท้ายของหนังและชีวิตนักร้องผู้ยิ่งใหญ่...
โอลิวิเยร์ ผู้กำกับ สอดแทรกบทเพลงดังๆ ของเอดิต เพียฟ สอดคล้องไปกับช่วงตอนของชีวิต และเพลงเหล่านั้นคือตัวกำหนดอารมณ์ของหนังอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น Milord, Rien De Rien, La Foule, La Vie En Rose, Mon Dieu, La Mort De Leplee ไปจนถึง Derniere Nuit เมื่อวาระ สุดท้ายของชีวิตมาถึง
จุดแตกหักในชีวิตของเอดิตมีครบถ้วนในหนังทั้ง 2 ครั้ง ได้แก่ การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของบุคคลที่สร้างบทเพลง La Vie En Rose ให้เป็นตำนานร่วมกับเธอ นั่นคือคนที่เธอรักที่สุด มาร์เซล แซร์ด็อง (ฌอง-ปิแอร์ มาร์แตงส์) นักมวยแชมป์โลกฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรียน ที่เสียชีวิตในเหตุเครื่องบินตก ระหว่างกำลังเดินทางจากการชกมวย เพื่อมาเป็นกำลังใจให้เธอในคอนเสิร์ตที่นิวยอร์ก หลังจากนั้นเอดิตกลายเป็นคนติดเหล้า
อีกครั้งหนึ่งคือ อุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่ทำให้เธอต้องใช้มอร์ฟีนเพื่อระงับอาการปวดหลังไปตลอดชีวิต
โอลิวิเยร์ นำเสนอความทรงจำของเอดิต เพียฟ แบบไม่ปะติดปะต่อ คล้ายเลือนรางคล้ายชัดเจน ประหนึ่งฝันที่ระคนกันทั้งร้ายดี เขายังคิดแทน นักร้องผู้ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสผู้นี้ ออกมาเป็นภาพในความทรงจำแบบ "แฟลชแบ็ก" ที่คมชัดในเรื่องราวที่เธอต้องการจดจำ ขณะที่เรื่องราวร้ายๆ นั้นเป็นภาพที่ช่างพร่าเลือน หากก็แจ่มชัดในความรู้สึก (ภาพมัวแต่มีเสียงชัดเจน)
ขณะที่เพลงดังที่สุดของ เอดิต เพียฟ คือ Non, je ne regrette rien (No, I regret nothing) ทว่าการแสดงของมาริยง และมุมมองของโอลิวิเยร์ ทำให้ความรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตของนักร้องหญิงผู้ยิ่งยงเป็นไปในทางตรงกันข้าม -- น่าเสียดายที่เอดิต เพียฟ มีชีวิตที่แสนเศร้าอยู่บนโลกนี้เพียง 47 ปี เท่านั้น
สำหรับคนที่ได้ดู La Mome (La Vie En Rose) ต่างหากที่สามารถร้องเพลงนี้ได้เต็มปาก...
Non, Rien De Rien, Non, Je Ne Regrette Rien...
ไม่เสียใจที่ได้ชม
อ้อมกอด ของ 'คนแปลกหน้า'

ภาพยนตร์สารคดีที่ชนะรางวัลออสการ์ ประเภทภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมแห่งปี 2000 Into the Arms of Strangers: Stories of the Kindertransport (1999) เปิดเรื่องด้วยเสียงจากบันทึกที่มากไปด้วยความรู้สึกของ เอวา เฮย์มัน ชาวเชกโกสโลวะเกียเชื้อสายยิว เด็กน้อยคนหนึ่งที่เข้าร่วมกับโครงการอพยพเด็กชาวยิวออกจากประเทศที่ถูกครอบครองโดยจักรวรรดินาซี
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับชาวยิวในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเรื่องราวบันทึกโลกที่แม้ผู้คนไม่ต้องการจดจำ หากก็มิอาจจะเลือนลืมออกไปจากใจ บทเรียนราคาแพงที่ต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปนับล้าน โดยเฉพาะอย่างชาวยิวในเยอรมนี และประเทศยุโรปตะวันออก
สารคดีย้อนยุคเรื่องราวสงครามโลกครั้งนี้ ได้ แรงบันดาลใจจากบันทึกของมารดาโปรดิวเซอร์ของเรื่อง คือ เดบอราห์ ออปเปนไฮเมอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่เข้าร่วมกับโครงการอพยพเด็ก Kindertransport และได้ร่วมกันสร้างพิพิธภัณฑ์รำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เอาไว้ที่สหรัฐอเมริกา โดยโครงการนี้สามารถช่วยชีวิตเด็กชาวยิวอายุต่ำกว่า 17 ปีเอาไว้ได้นับหมื่นคน กระนั้นก็ยังมีเด็กจำนวน 1 ล้าน 5 แสนคน ที่ต้องจบชีวิตลงในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
เปิดฉากที่สถานีรถไฟเมืองโคโลญที่มีตัวอักษรของเครื่องหอมเลื่องชื่อ 4711 เป็นสัญลักษณ์ รถไฟสีแดงฉานแห่งปัจจุบันค่อยๆ เลือนหายกลายเป็นภาพขาวดำ ซึ่งจะพาคุณย้อนกลับไปในอดีตเมื่อปี 1932 ปีที่นาซีเริ่มเข้ามามีบทบาทในเยอรมนี
เรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่าย โดยเนื้อหาที่เป็นไปในส่วนของบรรยากาศ บรรยายด้วยน้ำเสียงของ จูดี้ เดนช์ ตัดสลับกับภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวจากแฟ้มประวัติศาสตร์ รวมทั้งบทสัมภาษณ์ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งได้ร่วมโครงการ Kindertransport ออกจากประเทศเยอรมนีมายังฮอลแลนด์ และลงเรือสู่ประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น เคิร์ท ฟูเชล จากเวียนนา ที่หลังสงครามได้กลับไปอยู่กับทั้งพ่อและแม่ แต่ก็มีรอยร้าวและช่องว่างที่ขาดหายซึ่งไม่อาจจะประสานได้ง่ายๆ
ลอรี่ เซกัล นักเขียนนิยายสาว ซึ่งพยายามจะวิ่งเต้นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้แม่ของเธอมาที่อังกฤษ (ในเรื่อง ฟรานซี กรอซมานน์ แม่ของเธอให้สัมภาษณ์ด้วย) นอกจากนี้ ยังมี เออร์ซูลา โรเซนเฟลด์ จากประเทศเยอรมนี ที่พ่อของเธอถูกนาซีตีเสียชีวิตต่อหน้ากลุ่มชาวยิวนับแสน เมื่อพยายามเรียกร้องความยุติธรรม ก่อนที่เธอจะเดินทางกับโครงการฯ มายังเมืองผู้ดี ปัจจุบันเธอกลายเป็นคนอังกฤษอย่างเต็มรูปแบบ
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ นอร์แบร์กต์ วอลล์ไฮม์ หนุ่มยิววัย 25 ซึ่งเป็นคนช่วยจัดการประสานงาน โครงการ Kindertransport ทุกอย่างในเยอรมนี เพื่อให้เด็กแต่ละคนที่ได้รับการคัดเลือกออกจากประเทศในยุโรปตะวันออก ผ่านทางเยอรมนีไปสู่ฮอลแลนด์ได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่ตัวเขาเองต้องถูกจับไปอยู่ในค่ายกักกัน แต่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างที่เขาบอกว่า "ไม่มีเหตุผลใดๆ"
เรื่องราวเริ่มเล่าตั้งแต่ช่วง 9 เดือนก่อนที่จะเกิดสงคราม แต่ละคนมาพูดถึงความสุขวัยเด็กที่ยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวยิวที่มีฐานะดี เติบโตขึ้นมาในวัฒนธรรมแบบยิวที่ครอบครัวค่อนข้างจะแน่นแฟ้น อบอุ่น เด็กคือศูนย์กลางของครอบครัว
กระทั่งเริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นมากมายกับเด็กเชื้อสายยิว เช่น การให้ออกจากโรงเรียนปกติ การทำลายธุรกิจของครอบครัวยิว การถูกทำร้ายและด่าทอจากเด็กกลุ่มนิยมนาซี โบสถ์ของชาวยิวถูกเผา การกวาดล้างบ้านเรือน และให้ยิวไปรวมตัวกันอยู่ในที่จำกัด ฯลฯ
เหตุการณ์เกิดขึ้นคล้ายๆ กันในออสเตรีย และเชกโกสโลวะเกีย รัฐสภาของอังกฤษจึงได้เห็นชอบให้มีการตั้งโครงการ Kindertransport เพื่อที่จะช่วยเหลือเด็กชาวยิวที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี ออกมาจากประเทศ เพื่อมาอยู่ในการดูแลของครอบครัวอังกฤษที่เข้าร่วมโครงการ
ผู้รอดชีวิตแต่ละคน ยังคงจดจำวันที่พวกเขาต้องจากอกพ่อแม่ที่สถานีรถไฟได้อย่างแม่นยำ แต่ละคนย้อนเล่าถึงคราบน้ำตาของพ่อแม่ที่ไม่ต้องการให้ลูกจากไปสักนิด ลอรี คาห์น เล่าถึงบิดาที่ใบหน้าค่อยๆ ซีดเผือดลงเรื่อยๆ เมื่อใกล้เวลาที่เธอจะต้องจากไป ในที่สุดเขาก็ดึงเธอลงมาจากรถไฟ และภายหลัง เธอและพ่อแม่ถูกส่งไปอยู่ในค่ายกักกันยิวที่เอาสชวิตซ์ และเธอก็ถูกย้ายไปอีก 6 แห่ง โดยปราศจากพ่อแม่ หลังจากรอดชีวิตจากค่ายกักกันมาได้ เธอเหลือน้ำหนักตัวเพียง 58 ปอนด์เท่านั้น
ขณะที่เด็กๆ ซึ่งได้เดินทางไปอยู่ตามเมืองต่างๆ ของประเทศอังกฤษ ผลัดกันมาเล่าถึงประสบการณ์กับครอบครัวที่ไม่รู้จัก บ้างก็ต้องไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ชีวิตที่ต้องพลิกผันมาอยู่ในวัฒนธรรมที่แตกต่าง พ่อแม่อุปถัมภ์ชาวอังกฤษที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งการกอด ต่างจากพื้นฐานของครอบครัวชาวยิวที่เต็มไปด้วยความแน่นแฟ้นและใกล้ชิด
จูดี้ เดนช์ เล่าตั้งแต่ก่อนเริ่มสงคราม ระหว่างสงคราม จดหมายที่เขียนถึงกันระหว่างเด็กและพ่อแม่ที่ยังคงอยู่ในประเทศเก่า บ้างก็เขียนข้อความบอกเล่าเป็นนัยๆ ว่า กำลังเดินทางไปยัง "ตะวันออก" อันแปลความหมายได้ว่า เป็นสถานที่ตั้งของค่ายกักกันชาวยิว เรื่องราวเล่าไปอย่างง่ายๆ จนกระทั่งถึงหลังสงคราม เด็กในโครงการหลายคนได้กลับมาพบพ่อแม่อีกครั้ง ทว่า โดยส่วนใหญ่ไม่ได้พบกับพ่อแม่ของพวกเขาอีกเลย
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทุกๆ คนล้วนมีบาดแผลที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง
โดยเฉพาะ เอวา เฮย์มัน ซึ่งเป็นเจ้าของประโยคตอนต้นเรื่องนั้น ดูเหมือนว่าบาดแผลในจิตใจที่ถูกกระทำจะยังคงตอกย้ำไปอีกตลอดชีวิต และตามหลอกหลอนเธอไปจนกระทั่งในความฝัน
ผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมด ล้วนบอกเรื่องราวความทรงจำอันขมขื่นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ซึ่งเรื่องราวอัน โหดร้ายนี้ไม่น่าจะต้องเกิดขึ้นกับเด็กคนไหน หรือครอบครัวใดๆ เลย
เด็กหลายคนออกมาสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่ได้ต่อต้านน้ำใจของผู้ก่อตั้งโครงการ Kindertransport แต่อย่างใด ทว่า พวกเขาบอก... หากเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก พวกเขาจะไม่ยอมส่งลูกไปอยู่กับคนแปลกหน้า แต่จะขอตายด้วยกัน
กระนั้น หลายคนก็ขอบคุณและซาบซึ้งกับคุณค่าของชีวิตที่ยังเหลืออยู่ และพยายามประคับประคองให้ดำเนินต่อได้อย่างดีที่สุด ด้วยเหตุผลที่ อเล็กซานเดอร์ กอร์ดอน เด็กหนุ่มจากโปแลนด์ว่า... พระเจ้าคงต้องการให้เขามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรสักอย่าง
"อย่างน้อยก็เพื่อให้มีคนรุ่นๆ ต่อๆ ไปจากผมเกิดขึ้นมา เชื้อสายยิวยังคงต้องมีอยู่ต่อไปในโลกนี้"
ฝันเหนือฝันของชาวเช็ก

กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก พวกเขามีนัดกันในวันที่ 31 พฤษภาคม 2004 ที่ไฮเปอร์มาร์เก็ต (หรือซูเปอร์สโตร์) แห่งใหม่ "เชสกี เซ็น" (เช็ค ดรีม) ที่จะเปิดดำเนินการเป็นครั้งแรก คนจำนวน 3,000 กว่าคน ตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดง วัยรุ่น คนหนุ่มสาว ไปจนถึงคนแก่ชราอายุเหยียบ 90 มาพร้อมกันในเช้าวันสดใสหลังสิ้นสุดการเกิดสุริยุปราคา เพื่อจะพบว่า ทุกๆ อย่างเป็นเพียงความฝันเช่นเดียวกับชื่อซูเปอร์สโตร์เท่านั้นเอง
ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้รับข่าวสารจากโฆษณาเกี่ยวกับไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ โปสเตอร์ตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่บนท้องถนน ไปจนถึงโฆษณาบนรถราง แผ่นพับ ใบปลิว ฯลฯ ที่บอกเล่าคุณสมบัติความเป็นซูเปอร์สโตร์ในฝัน ที่มีนานาสารพัดสิ่งให้ทุกคนได้เลือกช็อปในราคาซึ่งถูกกว่าที่อื่นๆ ถึงครึ่งต่อครึ่ง นอกจากนี้ ยังมีมุมสันทนาการมากมาย และกิจกรรมหลากหลาย ให้ครอบครัวสามารถมาใช้เวลาร่วมกันได้ตลอดทั้งวัน
ก่อนหน้านี้ขึ้นไปอีก 2 หนุ่ม วิท คลูซ้าค และ ฟิลิป เรมุนดา กำลังจะจบการศึกษา พวกเขาคิดโปรเจ็กต์การโฆษณาสินค้าชิ้นหนึ่ง (ซึ่งไม่มีอยู่จริง) นั่นก็คือ เชสกี้ เซ็น ซูเปอร์สโตร์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า สำหรับภาพยนตร์เพื่อจบการศึกษา
พวกเขาได้ทุนรัฐบาล ทำให้สามารถทำตัวประหนึ่งเจ้าของสินค้า และเริ่มจ้างทีมที่ปรึกษามืออาชีพ ตั้งแต่คนออกแบบโลโก้ ออกแบบเสื้อผ้าให้ทั้ง 2 คนใส่ คิดภาพยนตร์ สปอตโฆษณา เพลงประกอบโฆษณาพร้อมนักร้อง และ วงออเคสตร้า ตลอดจนแพ็กเกจจิ้งต่างๆ ที่จะประกอบในภาพยนตร์ดังกล่าว และบิลบอร์ด 400 แห่ง กับใบปลิวอีก 200,000 แผ่น รวมทั้งค่าลงโฆษณาในสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร
Cesky Sen นับเป็นภาพยนตร์สารคดี ที่ถ่ายทอดการล่อลวงผู้บริโภคด้วยการโฆษณา ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ของสาธารณรัฐเช็ก พร้อมๆ กับทำให้อนาคตในการเป็นนักสร้างภาพยนตร์สารคดี ของ วิท คลูซ้าค และ ฟิลิป เรมุนดา เริ่มจะโดดเด่นและ รุ่งโรจน์ ด้วยความที่โครงการของเขาสามารถที่จะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น รวมทั้งสร้างภาพของสินค้าให้ผู้คนนับพันสนใจและเชื่อว่ามีอยู่จริง
คน 3,000 คน ที่ก่อนหน้านี้วิ่งแข่งกันเพื่อจะไปถึง เชสกี เซ็น ก่อนใคร เดินคอตก หลังจากค้นพบว่า ไฮเปอร์มาร์เก็ตในฝันของพวกเขา เป็นเพียงโครงเหล็ก ที่หุ้มผืนผ้าใบไว้เท่านั้น เสียงก่นด่า อย่างเช่น ...พวก นักการเมืองก็หลอกคน 10 ล้านคนทั้งประเทศไปแล้ว คนพวกนี้ยังมาซ้ำเติม ด้วยการหลอกคนเป็นพันๆ อีก... / ...เรื่องนี้มันก็บ้าพอๆ กับการเข้าร่วมกับสหภาพยุโรปของเช็กนั่นแหละ... / ...เขาไม่ควรหลอกใครอย่างนี้ เพราะเขาต้องรู้ว่า คนเช็กน่ะชอบกระโจนใส่เรื่องแบบนี้อยู่แล้ว... / ...ถ้าเขาจะหลอกเราก็ไม่น่าจะเป็นวันที่ 30 พฤษภาคมเลย น่าจะเปิดไปตั้งแต่เอพริลฟูลนั่น...
แต่กระนั้น ก็ยังมีชาวเช็กที่มองโลกในแง่ดี อย่าง ...ผมบอกแล้วว่า นี่ต้องเป็นเรื่องหลอกกันแน่ๆ แล้วก็เป็นอย่างที่ผมพูดจริงๆ เห็นมั้ย ผมมีความสุขมากที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เราน่าจะได้ของขวัญอะไรสักอย่างที่อุตส่าห์มานะผมว่า... / ...ผมก็ว่า เป็นเรื่องดีที่สามารถจะทำให้คนมากมายขนาดน ี้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์เสียบ้าง ที่นี่อากาศดีนะ ผมว่า ถ้าเราเตรียมตัวมาปิกนิกเสียเลยก็จะดีกว่านี้...
หลังการแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองแบบ คอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต สาธารณรัฐเช็กก็เริ่มที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง ให้เปิดรับแนวคิดแบบทุนนิยมมากขึ้น ในช่วงตอนของการเปลี่ยนแปลงมักจะเกิดอาการแปลกแยกทางวัฒนธรรม อย่างที่เรียกว่า คัลเจอร์ช็อก เกิดขึ้น ชาวเช็กคลั่งไคล้ในสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะ วัฒนธรรมจากโลกเสรีที่พวกเขาไม่เคยได้รับมาก่อน สารคดีเรื่องนี้ได้ตีแผ่สภาพสังคม รวมทั้งพฤติกรรมของชาวเช็กยุคใหม่ ออกมาอย่างดีเลิศ ถึงขนาดที่เหนือความ คาดหมายของเจ้าของภาพยนตร์ทั้งคู่เสียด้วยซ้ำ
Cesky Sen ได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมมากมาย ทั้งรางวัลภาพยนตร์ในประเทศเอง และในหลายเทศกาลภาพยนตร์ ทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวมถึงในเอเชียด้วย อย่างเช่น เทศกาลภาพยนตร์บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เทศกาลภาพยนตร์โซโลทอฟ วิตยาซ ประเทศรัสเซีย เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติจีออนจู ประเทศเกาหลี ฯลฯ
นับเป็นสารคดีที่ดูสนุกเรื่องหนึ่ง นอกจากอารมณ์ขันแบบ "ไฮเปอร์คอมมิก" ที่ตลกร้ายสำหรับผู้คนแล้ว ยังสนุกในแง่ของการติดตามขั้นตอนในแคมเปญโฆษณา และการถ่ายทำของพวกเขา ท้ายที่สุดแม้ วิท คลูซ้าค และ ฟิลิป เรมุนดา จะถูกยำเละจากกลุ่มคนที่ไม่พอใจ
แต่ทั้งคู่ก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในการล้อเล่นกับพฤติกรรมของประชาชนชาวเช็ก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




