วันศุกร์, สิงหาคม 1, 2008

หน่วยกล้าตายหมายเลข 1






เรื่องราวจากหนังสือชื่อเดียวกัน (The Big Red One) ของ ซามูเอล ฟุลเลอร์ ซึ่งเล่าเรื่องราวของเขาเองสมัยเมื่อครั้งต้องเข้าร่วมรบในสมรภูมิยุโรป ของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยฉบับ The Big Red One: The Reconstruction (2004) เป็นการนำภาพยนตร์จากปี 1980 มาสร้างใหม่คล้ายๆ กับรูปแบบของ ไดเร็กเตอร์’ส คัท ทว่า ซามูเอล ผู้กำกับชิงเสียชีวิตไปเสียก่อน ก็เลยได้แต่อาศัยเทคโนโลยีในการนำมาสร้างใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสืออัตชีวประวัติของ ซามูเอล ชื่อ A Third Face ซึ่งกลายเป็นเวอร์ชั่นที่แทบไม่ต่างจาก ไดเร็กเตอร์’ส คัท เพราะว่า ได้นำมาตัดต่อใหม่ตามสคริปต์ในการถ่ายทำของ ซามูเอล เมื่อปี 1980

เปิดฉากมาด้วยวาทะเด็ดจากหนังสือที่ว่า “This is fictional life, based on factual death” เรื่องราวชีวิตที่สร้างขึ้นจากความเป็นความตายจริงๆ... ของ กองพันแดงหมายเลข 1 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 กองพันที่ติดหมายเลข 1 สีแดงไว้ที่แขน หมายถึง หน่วยกล้าตายที่จะต้องนำหน้าหน่วยอื่นๆ ก่อนเสมอในการทำสงคราม

ลี มาร์วิน แสดงเป็นนายสิบโท ผู้คุมหน่วยกองพันแดงหมายเลข 1 ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเคยประจำกองพันเดียวกันในสงครามโลกครั้งที่ 1 มาก่อน และเคยรบในสนามรบที่ยุโรปมาแล้วด้วยเช่นกัน เขาต้องเป็นผู้นำหน่วยกล้าตายเข้าไปในสมรภูมิยุโรป เริ่มจากการเป็นหน่วยแรกที่ยกพลขึ้นบก ณ ชายหาดนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะตะลุยไปยังประเทศอิตาลี เบลเยียม และเยอรมนี

ไฮไลต์ของเรื่องราวไม่ได้อยู่ที่ยุทธวิธีการรบ ทว่า เป็นเรื่องราวของชีวิตของหน่วยกล้าตาย อย่าง กองพันแดงหมายเลข 1 อันเป็นปกติธรรมดาที่ไม่มีใครต้องการมารบ ไม่มีใครอยากฆ่าคน หรือเป็นคนที่ถูกฆ่า แต่ละคนต่างมีหวังที่จะมีชีวิตรอดกลับไป เพื่อทำให้ความฝันของตัวเองเป็นจริง

พลทหารกริฟต์ (มาร์ค แฮมิลล์ - สมัยเดียวกับกำลังแสดงในมหากาพย์สงครามอวกาศ Star Wars) ฝันอยากเป็นจิตรกร เขาฝึกฝนวาดภาพตลอดเส้นทาง แม้จะหวาดผวาเมื่อเห็นคนตายเป็นจำนวนมาก ในช่วงแรกๆ เขารายงานกับนายสิบโทผู้คุมหน่วยว่า เขาไม่สามารถจะฆาตกรรมใครได้อีกแล้ว ขณะที่ผู้คุมกล่าวตอบคล้ายคนเลือดเย็นว่า ...เราไม่ได้ฆาตกรรมศัตรู แต่เราฆ่า เหมือนเราฆ่าสัตว์นั่นแหละ เราไม่ได้ ฆาตกรรมพวกมัน... แต่นั่นก็คือ ปรัชญาในการเอาชีวิตรอดในสนามรบ

พลทหารแซป (โรเบิร์ต คาร์ราดิเน) นักเขียน รุ่นเยาว์ (เป็นตัวแทนของ ซามูเอล ฟุลเลอร์ เอง) ตั้งใจว่าจะรอดจากสงครามครั้งนี้กลับไปเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับสงคราม (แล้วเขาก็ทำได้สำเร็จ แถมยังมากำกับภาพยนตร์เองด้วย)

นอกจากความผูกพันในหมู่ทหารหน่วยกล้าตายแล้ว มิตรภาพกับชาวบ้านตามรายทางในประเทศต่างๆ ก็เป็นเรื่องราวในความทรงจำอันสุดประทับใจที่ซามูเอล ถ่ายทอดเอาไว้ด้วย มิตรภาพเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดในสนามรบ หรือระหว่างคนที่พูดกันคนละภาษาก็ตาม

สนามรบในอิตาลีและฝรั่งเศส ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ประทับใจเป็นพิเศษที่นักเขียน/ผู้กำกับ เล่าถึงตัวละครเอกในเรื่องของเขา อย่าง นายสิบโท เอาไว้ได้อย่างน่ารัก ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจของผู้คุมหน่วยคนนี้ที่มีต่อเด็กน้อยชาวอิตาเลียนที่สูญเสียแม่ เด็กหญิงในหมู่บ้านที่ประดับหมวกเหล็กของเขาด้วยดอกไม้หลากสีสัน หรือกับคนสติไม่ดีในโรงพยาบาลบ้า แม้กระทั่ง การ ให้กำเนิดเด็กชายของหญิงท้องแก่ในรถถังของฝ่ายเยอรมนี รวมทั้ง เด็กชายชาวยิวผู้น่าสงสาร ที่เขาพบในค่ายกักกันช่วงใกล้การยุติแห่งสงคราม นอกจากนี้ ยังมีนายทหารชาวเยอรมันที่เป็นคู่กัดกับเขาทั้งในสนามรบ ที่อิตาลีและฝรั่งเศส ท้ายที่สุด นายสิบก็พยายามช่วยชีวิตเขา หลังจากรับรู้ว่าสงครามยุติ เพราะ ซามูเอลว่าเอาไว้... “ทุกคนที่มีชีวิตรอดจากสงครามล้วนแต่ งดงาม”....

ภาพยนตร์ปูพื้นชีวิตของนายสิบและพลทหารแต่ละคนเอาไว้อย่างง่ายๆ ประสบการณ์เลวร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 1 ของนายสิบโท คือ สิ่งที่เขาต้องการจะแก้ไขใหม่ในการมาสงครามครั้งนี้ แต่เขาก็เกือบจะพลาดอีกจนได้ เมื่อไปเสียบพุงของทหารเยอรมันเข้า หลังสงครามสิ้นสุดลงไปแล้วถึง 24 ชั่วโมง

ในเวอร์ชั่น Reconstruction ดูเหมือนจะเน้นบทบาทของ นายสิบโทหัวหน้าหมู่ให้เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องมากขึ้นจากเวอร์ชั่นเก่า ในเรื่องถ่ายทอดให้เห็นความนิ่งและความเข้าใจโลกของเขาท่ามกลางความวุ่นวายของพลทหารคู่หูทั้ง 4 (อีก 2 คนคือ พลทหาร วินชี่ (บ็อบบี ดิ คิชโช) กับพลทหารจอห์นสัน (เคลลี วาร์ด) ซึ่งอ่อนประสบการณ์ และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และมากด้วยความหวังที่ต้องการ มีชีวิตอยู่

โดยปกติแล้ว ภาพยนตร์ที่นำมาตัดต่อ หรือทำเป็นเวอร์ชั่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการขยายเรื่องให้ยาวออกไปอีกนั้น มักจะออกมาแย่กว่าเวอร์ชั่นดั้งเดิม ทว่า The Big Red One: The Reconstruction (2004) กลับเป็นข้อยกเว้น ด้วย 45 นาทีที่เพิ่มเข้ามายิ่งขับเน้นจุดเด่นของเรื่อง ก็คือ ความงดงามของการมีชีวิตอยู่ และมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างความเป็นความตายในสงครามได้ชัดเจน และสะเทือนอารมณ์มากยิ่งขึ้น

The Big Red One: The Reconstruction (2004) เป็นภาพยนตร์สงครามเชิงดรามาที่เล่าเรื่องราวงดงามที่เกิดขึ้นระหว่างสถานการณ์ที่อาจชี้ความเป็นความตาย ถ้าใครชื่นชอบภาพยนตร์แอคชั่นสงครามประมาณ Black Hawk Down หรือ Saving Private Ryan ก็คงจะผิดหวังเมื่อคว้าเรื่องราวที่ออกจะดูน่าเบื่อเรื่องนี้มาชม

ในขณะที่คนที่ชอบภาพยนตร์สงครามแนวดรามา ทำนองเดียวกับ All Quiet on the Western Front (ลิวอิส ไมล์สโตน-กำกับ), A Bridge Too Far (ริชาร์ด แอตเทนเบอโรห์ - กำกับ) และ Das Boot หรือ The Boat ภาพยนตร์สงครามคลาสสิกของเยอรมัน (วูล์ฟกัง พีเทอร์เซน - กำกับ) น่าจะชอบเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ ภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมฉากตอนสุดสยอง อารมณ์ขัน และเรื่องราวหนักๆ กับความงดงามสุดมหัศจรรย์ของชีวิตมนุษย์ อันเป็นจุดเด่นในผลงานของ ซามูเอล ฟุลเลอร์ เอาไว้อย่างครบถ้วน

เส้นยาแดงของ 'นักบุญ' กับ 'คนบาป'




เรื่องราวสร้างจากเรื่องจริงในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 Saints and Soldiers เล่าชีวิตความผูกพันของ ทหาร ฝ่ายพันธมิตรกลุ่มเล็กๆ ที่หลงเข้าไปอยู่ในวงล้อมของศัตรู ทว่าเขากุมข้อมูลสำคัญที่อาจช่วยชีวิต ทหารอเมริกัน ได้นับพันคน เพียงแต่พวกเขาจะต้องเดินทางฝ่าวงล้อม

ของศัตรู ท่ามกลางพายุหิมะที่หนาวเหน็บออกป่าอาร์แดนส์ของเบลเยียมไปให้ได้

การต่อสู้ที่นองเลือดและยืดเยื้อในสมรภูมินี้ ได้รับขนานนามว่า การต่อสู้แห่งบัลจ์ เกิดในปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1944 กองทัพเยอรมันสามารถรุกคืบเข้ามาจับกุมหทารอเมริกันจำนวนมากไปเป็นเชลย ณ ทุ่งกว้างอันเต็มไปด้วยน้ำแข็งใกล้ๆ กับ มัลเมอดี ประเทศเบลเยียม

ภาพยนตร์เปิดฉากขึ้นที่ทุ่งกว้างแห่งนี้ เมื่อทหารอเมริกันจำนวนหนึ่งพยายามจะหลบหนี ฝ่ายเยอรมันจึงเปิดฉากระดมยิงเขาใส่ทหารอเมริกันที่ถูก ปลดอาวุธ ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นการ ฆาตกรรมหมู่ที่มัลเมอดี

พลทหารนาทาน "ดีคอน" เกรียร์ และเพื่อนร่วมเมือง อย่าง จ่ากอร์ดอน กันเดอร์สัน และทหารอเมริกันอีก 2 นาย รอดจากการฆาตกรรมหมู่ด้วยการทำเป็นแกล้งตาย ก่อนที่จะพากันหลบหนีเข้าป่า และวางแผนเดินทางไปสมทบกับกองทหารอเมริกัน กระทั่งพบกับ โอเบอรอน วินลีย์ สายลับชาวอังกฤษ ซึ่งกำลังจะนำข้อมูลลับไปส่งให้กองทัพอเมริกัน ทว่า เครื่องบินของเขาถูกฝ่ายเยอรมันสอยตกมาในป่า

การเดินทางฝ่าวงล้อมออกไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว แต่พวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับความหนาวเหน็บ ทั้งยังไม่มีอาหาร น้ำ และอาวุธ การเอาตัวรอด อาจสร้างได้ทั้งความสามัคคี ความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง รวมทั้ง ความเห็นแก่ตัวในเวลาเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสถานการณ์อันไม่ปกติ อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปเยี่ยงที่ควรจะเป็นของมนุษย์ปุถุชน

Saints and Soldiers ภาพยนตร์ทุนต่ำ ผลงานของ ไรอัน ลิตเติล ยังสอดแทรกเรื่องราวของศาสนา ความเชื่อ ศรัทธา และปาฏิหาริย์...

พลทหารดีคอน อดีตหมอสอนศาสนา ซึ่งเคยเดินทางมาเผยแผ่ลัทธิมอร์มอน ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อมาฝึกเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ เขาเป็นพลแม่นปืนที่ไม่เคยยิงพลาดเป้ามาก่อน แต่เมื่อเขายิงใส่ทหารเยอรมันคนหนึ่งที่กำลังหลบหนี เห็นชัดๆ ว่า ยิงถูกเป้าแน่ๆ หากกระสุนกลับไม่ระคายทหารคนนั้นแม้เล็กน้อย ภายหลังจึงพบว่า ทหารเยอรมันคนนั้น คือหมอสอนศาสนาเพื่อนเก่าที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกันขณะที่ดีคอนอยู่ในกรุงเบอร์ลิน

แม้ภาพยนตร์จะดึงเอาเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ที่มัลเมอดีมาเป็นเหตุการณ์หลัก ทว่า การเล่าเรื่องของ ไรอัน ลิตเติล ทำได้อย่างสละสลวยงดงามราวกับบทกวี และงานศิลปะ ฉากความเป็นความตาย และฉากสู้รบอันน่าหวาดเสียวมิใช่ประเด็นสำคัญไปกว่าการเน้นไปที่อารมณ์ ความรู้สึก ความรัก ความผูกพัน มนุษยธรรม รวมทั้งความหวังที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ภายหลังสงคราม

คาแรคเตอร์ของตัวละครหลักๆ ทั้ง 5 คน ที่สร้างเอกลักษณ์ประจำตัวออกมาได้อย่างโดดเด่น และสร้างความรักความอาลัยให้เกิดกับผู้ชม เช่นเดียวกับความผูกพันกันเองของตัวละครในเรื่อง รวมถึงความชาญฉลาดในการเล่าเรื่องก็เป็นเสน่ห์ให้คนติดตาม Saints and Soldiers ตั้งแต่ฉากแรกจนถึงฉากสุดท้าย ที่บรรจุไว้ทั้งอารมณ์ลุ้นระทึก อารมณ์ดรามา และความมีศิลปะในการนำเสนอ ขนาดที่แทบจะลืมความเป็นภาพยนตร์ทุนต่ำไปเสียสนิทใจ ถ้าใครชอบ Saving Private Ryan กับ The Thin Red Line หรือภาพยนตร์คลาสสิก อย่าง The Big Red One ก็น่าจะลองชมภาพยนตร์เรื่องที่ไม่มีดารา "บิ๊กเนม" สักคนเดียว แต่สามารถเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจเรื่องนี้

ว่ากันว่า ไม่มีใครผิดใครถูกใน สงคราม และความรัก เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่พยายามนำเสนอว่า อะไรกันหนอคือเครื่องบ่งชี้ระหว่าง ดี-ชั่ว และเส้นแบ่งระหว่าง "นักบุญ" กับ "คนบาป" จะอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ ที่แท้แล้วคำตอบจะมีอยู่จริงหรือ...

Saints and Soldiers กวาดรางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จาก เทศกาลภาพยนตร์ ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แบร์เฟสต์ หรือเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ บิ๊ก แบร์ เลค / เทศกาลภาพยนตร์กลอเรีย / เทศกาลภาพยนตร์ฮาร์ตแลนด์ / อินดิเพนเดนต์ สปีริต อวอร์ดส์ / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติลองบีช / เทศกาลภาพยนตร์มาร์โค / เทศกาลภาพยนตร์โอไจ / เทศกาลภาพยนตร์ซาคราเมนโต / เทศกาลภาพยนตร์ซานดิเอโก / เทศกาลภาพยนตร์เซนต์จอร์จ เอคลิปส์ / เทศกาลภาพยนตร์สโตนี บรุค / เทลลูไรด์ อินดีเฟสต์ และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เทเมคูลา วัลลีย์

วันเสาร์, กรกฎาคม 5, 2008

สีสันยุคปฏิวัติฝรั่งเศส กับการจดบันทึกของผู้หญิงสูงศักดิ์


ภาพยนตร์สวยๆ เรื่องนี้มิได้สร้างสรรค์บนแผ่นฟิล์มเท่านั้น หากทว่าเอริค โรห์แมร์ ผู้กำกับนั้น สร้างภาพยนตร์ของเขาเรื่องนี้ส่วนหนึ่งบนผืนผ้าใบด้วย

จากการทำงานร่วมกันของศิลปินวาดภาพ ฌอง-แบปติสต์ มาโรต์ และผู้กำกับศิลป์ อย่าง อองตวน ฟงแตน ทำให้ได้ฉากหลังของกรุงปารีสสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสอันงดงาม และเป็นความแตกต่างอันโดดเด่น ของภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เรื่อง L'Anglaise et le Duc

ภาพยนตร์สร้างจาก Journal of My Life During the French Revolution บันทึกของ เกรซ เอลเลียต (ลูซี รัสเซล) หญิงสาวสูงศักดิ์ชาวอังกฤษ อดีตคู่รักและเพื่อนของ ดุ๊ก แห่ง ออร์เลอองส์ (ฌอง-โคล้ด ดรีย์ฟุส) พระญาติของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งชีวิตของเธอมีความเสี่ยง เมื่อเธอมีแนวคิดขวาจัด และมักจะพูดยกย่องฐานันดรศักดิ์ รวมทั้งแสดงความเห็นต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสอย่างชัดเจน

ความสัมพันธ์อันงดงามของอดีตคู่รักที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิท เลดี้เกรซ แอบช่วยเหลือนักโทษการเมืองคนสำคัญเอาไว้คนหนึ่ง กระทั่ง ดุ๊ก ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยให้เขาหลบหนีไป การแตกหักของทั้งคู่ อยู่ตรงที่ ดุ๊ก แห่ง ออร์เลอองส์ ร่วมลงคะแนนเสียงสนับสนุนการประหารพระเจ้าหลุยส์ด้วยกีล์โยติน เลดี้เกรซซึ่งคุ้นเคย คลุกคลี และจงรักภักดีต่อระบบกษัตริย์จึงรับไม่ได้

ภาพแห่งประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสอันโด่งดัง ผ่านมุมมองของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงปารีส เธอต้องประจักษ์กับความโหดร้ายแห่งการเข่นฆ่า ต้องเอาตัวรอดจากการเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ ภาพต่างๆ ที่เธอเห็นและบันทึกเอาไว้ในไดอารีได้รับการถ่ายทอด เป็นเรื่องราวในภาพยนตร์ อย่างเช่น ตอนที่เธอกลับมาในกรุงปารีส รถม้าของเธอแล่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มประชาชน ที่รวมตัวกันแห่เอาศีรษะของเจ้าหญิงแห่งลอมบัลล์ ประจานไปรอบๆ เมือง ตัวเลดี้เกรซเองก็เกือบจะถูกลากลงไปสังหารเช่นเดียวกัน ขณะที่เธอมองภาพของการปฏิวัติว่าช่างโหดร้าย เหตุใดผู้คนจึงเข่นฆ่ากันได้เพียงนี้ ดุ๊ก กลับกล่าวกับเธอว่า การปฏิวัติใดๆ ก็ย่อมโหดร้ายต่อประจักษ์พยานร่วมสมัยทั้งนั้น แต่สิ่งนี้จะดีต่อลูกหลานในอนาคต

ท้ายที่สุดตัวดุ๊กเองก็ยังต้องตกเป็นนักโทษทางการเมือง ในยุคที่สับสนวุ่นวายหลังการปฏิวัติรัฐประหารครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส ในวันที่ 14 กรกฎาคม 1789

ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องด้วย 2 คาแรคเตอร์หลัก คือ เลดี้เกรซ และ ดุ๊ก แห่ง ออร์เลอองส์ ซึ่งแสดงได้อย่างโดดเด่น แม้ว่าในความเป็นจริงนั้นจะต้องเล่นอยู่เบื้องหน้าฉากสีฟ้า หรือ บลูสกรีน เป็นส่วนใหญ่ก็ตาม นอกเหนือจากการสร้างสรรค์ฉากให้สวยงามอย่างแปลกด้วยภาพวาด ซึ่งทำให้นึกถึงศิลปินที่ชอบวาดภาพอาคารสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศส อย่าง โทมัส ปราดซินสกี แล้ว เทคนิคมหัศจรรย์พันลึกอื่นๆ นั้น ไม่ปรากฏให้เห็นเลย

เทคนิคการวาดฉากที่ผู้กำกับนำมาใช้ นับเป็นการย้อนกลับมาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ และให้อารมณ์เหมือนกับการได้นั่งชมศิลปะเฟรสโก ที่มิใช่เป็นเพียงภาพนิ่งบนกำแพงเท่านั้น หากว่า มีชีวิตชีวาที่โลดแล่น ต่อเนื่องกันหลายๆ ภาพ เทคนิคที่เอริคเลือกใช้ ช่วยให้เรื่องราวหนักๆ อย่าง ประวัติศาสตร์ทางการเมืองอันตึงเครียดนั้น เพิ่มความโรแมนติกขึ้นมาได้อีกอักโข

ทว่า เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ “พูด” แสดงความคิดเห็นกันตลอดทั้งเรื่อง ถ้าใครไม่ชอบภาพยนตร์ที่มี บทสนทนามากๆ โดยเฉพาะภาษาที่ไม่คุ้นเคย อย่าง ฝรั่งเศส ก็อาจจะต้องเมิน ขณะที่คนที่ชอบเรื่องราว ในประวัติศาสตร์ อาจจะต้องการทราบเรื่องราวในอีกมุมมองหนึ่งของผู้หญิงชาวอังกฤษ

L'Anglaise et le Duc เสียตรงที่บางครั้งมีฉากตอนที่เยิ่นเย้ออยู่บ้าง และอาจจะทำให้คนดูเบื่อ เช่นเดียวกับบทสนทนามากมายในเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ฉากภาพวาด ของ ปลาส เดอ ลา กงกอร์กด์ ถนนแซงต์ออนอเร บูเลอวารด์ แซงต์ มาร์ติน และแมนชั่นที่เกรซอาศัยอยู่ ที่ เมอดง ก็สวยงามเสียจนไม่อาจจะแอบหลับ หรือเบื่อหน่าย L'Anglaise et le Duc ไปได้

นับเป็นผลงานที่น่าสนใจอีกเรื่องของ เอริค โรห์แมร์ ผู้กำกับจากยุคนิวเวฟ วัย 82 คนนี้

บันทึกชีวิตไม่ปะติดปะต่อ ของ เอดิต เพียฟ


La Mome หรือ La Vie En Rose ในเวอร์ชันนอกประเทศฝรั่งเศส เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส อันเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส หรือ ลา แฟต ครั้งที่ 4 เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่บทบาทของ มาริยง โกติลยารด์ ในฐานะนักร้องผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองน้ำหอม เอดิต เพียฟ ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครอีกหลายๆ คน

เมื่อแรกชมตอนเปิดเรื่องด้วยภาพมาริยงในบท เอดิต เพียฟ ช่วงปลายของชีวิต ร้องเพลง Heaven Have A Mercy บนเวทีก่อนจะล้มพับไป แล้วภาพก็ตัดกลับไปเมื่อครั้งที่เอดิตอายุได้ 5 ขวบ (มานง เชอวาลลิเยร์) ในใจคิดว่า เอาแล้ว... จะเป็นหนังอัตชีวประวัติแบบสูตรสำเร็จ (ซึ่งอาจจะน่าเบื่อ) หรือเปล่านี่?

หลายคนที่พลาดไปชมในโรงหนัง ต้องมาอาศัยดูดีวีดีอย่าเพิ่งท้อใจเสียตั้งแต่เมื่อเริ่มเรื่อง เพราะในหนังชีวิตคนดังที่คล้ายๆ สูตรสำเร็จเรื่องนี้ ยังได้สอดแทรกสูตรพิเศษเฉพาะลงไป ระหว่างเส้นทางชีวิตซึ่งมากด้วยคุณค่าและความหมาย ของศิลปินนักร้องหญิงผู้เป็นขวัญใจ ทั้งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งฝรั่งเศสในกาลต่อมาเอาไว้มากมาย จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนังประวัติบุคคลที่นำเสนอได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียว

จากท้องถนนในย่านแบลล์วิลล์ในกรุงปารีส เมื่อแม่ที่เป็นนักร้องข้างถนนไม่สนใจเธอแต่อย่างใด พ่อก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงจึงพาไปอยู่กับย่าที่ย่าน แบร์กเนย์ เมืองนอร์มังดี ย่าของเธอทำกิจการซ่องโสเภณี ชีวิตวัยเด็กของเธอจึงถูกรายรอบไว้ด้วยหญิงขายบริการ

อยู่ดีๆ เอดิทก็ตาบอด หนังเล่าตามอัตชีวประวัติของเธอว่า ตาบอดอยู่ราวๆ 3 ปี แต่พอได้ไปไหว้แซงต์เตแรส เดอ ลิลสิเยอซ์ (เซนต์เทเรซาแห่งลิสิเยอซ์) ในนอร์มังดี (Sainte-Therese de Lisieux) แล้วก็กลับมามองเห็นได้ราวปาฏิหาริย์

พ่อของเธอได้งานในคณะละครสัตว์ และมา รับเอดิตไปอยู่ด้วย แต่ละครสัตว์ไปได้ไม่สวยนัก ในที่สุดพ่อลูกก็มาเปิดหมวกแสดงกายกรรมอยู่ ข้างถนนในกรุงปารีส แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการแสดงท่าพิสดารต่างๆ ของพ่อแต่อย่างใด ทว่าเมื่อบิดาบอกให้เธอทำอะไรสักอย่าง เธอจึงเปล่งเสียงร้องเพลงชาติฝรั่งเศส La Marseilles และเสียงร้องที่สะกดใจของเด็กหญิงเอดิตวัย 8 ขวบ (ปอลีน บูร์เลต์) ต่างหากที่เรียกเสียงปรบมือกึกก้อง และเพิ่มเศษเงินบริจาคในหมวกให้ทั้งคู่

หลังจากที่พ่อไม่อยู่แล้ว แต่เอดิทยังคงหาเงินด้วยการเป็นนักร้องข้างถนน กระทั่ง หลุยส์ เลอเปล (เจรารด์ เดอปาร์ดิเยอ) เจ้าของคลับแห่งหนึ่ง เดินเข้ามาเป็นโอกาสก้าวแรกของเอดิต เขาเปลี่ยนชื่อของเธอจาก เอดิต โจวานนา กัสสิยง เป็นเอดิต เพียฟ โดยให้ใช้ชื่อในการแสดงว่า ลา มอม เพียฟ (La Mome Piaf) ที่หมายถึง นกกระจิบที่ไร้บ้าน จากที่เธอเคยเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่เคยร้องเพลงอยู่ข้างถนน

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะดังเป็นพลุ หลุยส์กลับมาถูกลอบยิงเสียชีวิตเสียก่อน ปล่อยให้โปรดิวเซอร์สุดโหดอย่าง หลุยส์ บาร์ริเยร์ (ปาสกาล เกรกอรี) เป็นผู้เจียระไนเธอให้เป็นเพชรเม็ดงาม

หนังตัดสลับไปมาระหว่างเรื่องราวในอดีต กับชีวิตตอนปลายที่เต็มไปด้วยชื่อเสียงแต่ไร้สุขของ เอดิต ก่อนที่เรื่องราวจะมาบรรจบกันที่ฉากสุดท้ายของหนังและชีวิตนักร้องผู้ยิ่งใหญ่...

โอลิวิเยร์ ผู้กำกับ สอดแทรกบทเพลงดังๆ ของเอดิต เพียฟ สอดคล้องไปกับช่วงตอนของชีวิต และเพลงเหล่านั้นคือตัวกำหนดอารมณ์ของหนังอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น Milord, Rien De Rien, La Foule, La Vie En Rose, Mon Dieu, La Mort De Leplee ไปจนถึง Derniere Nuit เมื่อวาระ สุดท้ายของชีวิตมาถึง

จุดแตกหักในชีวิตของเอดิตมีครบถ้วนในหนังทั้ง 2 ครั้ง ได้แก่ การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของบุคคลที่สร้างบทเพลง La Vie En Rose ให้เป็นตำนานร่วมกับเธอ นั่นคือคนที่เธอรักที่สุด มาร์เซล แซร์ด็อง (ฌอง-ปิแอร์ มาร์แตงส์) นักมวยแชมป์โลกฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรียน ที่เสียชีวิตในเหตุเครื่องบินตก ระหว่างกำลังเดินทางจากการชกมวย เพื่อมาเป็นกำลังใจให้เธอในคอนเสิร์ตที่นิวยอร์ก หลังจากนั้นเอดิตกลายเป็นคนติดเหล้า

อีกครั้งหนึ่งคือ อุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่ทำให้เธอต้องใช้มอร์ฟีนเพื่อระงับอาการปวดหลังไปตลอดชีวิต

โอลิวิเยร์ นำเสนอความทรงจำของเอดิต เพียฟ แบบไม่ปะติดปะต่อ คล้ายเลือนรางคล้ายชัดเจน ประหนึ่งฝันที่ระคนกันทั้งร้ายดี เขายังคิดแทน นักร้องผู้ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสผู้นี้ ออกมาเป็นภาพในความทรงจำแบบ "แฟลชแบ็ก" ที่คมชัดในเรื่องราวที่เธอต้องการจดจำ ขณะที่เรื่องราวร้ายๆ นั้นเป็นภาพที่ช่างพร่าเลือน หากก็แจ่มชัดในความรู้สึก (ภาพมัวแต่มีเสียงชัดเจน)

ขณะที่เพลงดังที่สุดของ เอดิต เพียฟ คือ Non, je ne regrette rien (No, I regret nothing) ทว่าการแสดงของมาริยง และมุมมองของโอลิวิเยร์ ทำให้ความรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตของนักร้องหญิงผู้ยิ่งยงเป็นไปในทางตรงกันข้าม -- น่าเสียดายที่เอดิต เพียฟ มีชีวิตที่แสนเศร้าอยู่บนโลกนี้เพียง 47 ปี เท่านั้น

สำหรับคนที่ได้ดู La Mome (La Vie En Rose) ต่างหากที่สามารถร้องเพลงนี้ได้เต็มปาก...

Non, Rien De Rien, Non, Je Ne Regrette Rien...

ไม่เสียใจที่ได้ชม

อ้อมกอด ของ 'คนแปลกหน้า'



ภาพยนตร์สารคดีที่ชนะรางวัลออสการ์ ประเภทภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมแห่งปี 2000 Into the Arms of Strangers: Stories of the Kindertransport (1999) เปิดเรื่องด้วยเสียงจากบันทึกที่มากไปด้วยความรู้สึกของ เอวา เฮย์มัน ชาวเชกโกสโลวะเกียเชื้อสายยิว เด็กน้อยคนหนึ่งที่เข้าร่วมกับโครงการอพยพเด็กชาวยิวออกจากประเทศที่ถูกครอบครองโดยจักรวรรดินาซี

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับชาวยิวในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเรื่องราวบันทึกโลกที่แม้ผู้คนไม่ต้องการจดจำ หากก็มิอาจจะเลือนลืมออกไปจากใจ บทเรียนราคาแพงที่ต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปนับล้าน โดยเฉพาะอย่างชาวยิวในเยอรมนี และประเทศยุโรปตะวันออก

สารคดีย้อนยุคเรื่องราวสงครามโลกครั้งนี้ ได้ แรงบันดาลใจจากบันทึกของมารดาโปรดิวเซอร์ของเรื่อง คือ เดบอราห์ ออปเปนไฮเมอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่เข้าร่วมกับโครงการอพยพเด็ก Kindertransport และได้ร่วมกันสร้างพิพิธภัณฑ์รำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เอาไว้ที่สหรัฐอเมริกา โดยโครงการนี้สามารถช่วยชีวิตเด็กชาวยิวอายุต่ำกว่า 17 ปีเอาไว้ได้นับหมื่นคน กระนั้นก็ยังมีเด็กจำนวน 1 ล้าน 5 แสนคน ที่ต้องจบชีวิตลงในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เปิดฉากที่สถานีรถไฟเมืองโคโลญที่มีตัวอักษรของเครื่องหอมเลื่องชื่อ 4711 เป็นสัญลักษณ์ รถไฟสีแดงฉานแห่งปัจจุบันค่อยๆ เลือนหายกลายเป็นภาพขาวดำ ซึ่งจะพาคุณย้อนกลับไปในอดีตเมื่อปี 1932 ปีที่นาซีเริ่มเข้ามามีบทบาทในเยอรมนี

เรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่าย โดยเนื้อหาที่เป็นไปในส่วนของบรรยากาศ บรรยายด้วยน้ำเสียงของ จูดี้ เดนช์ ตัดสลับกับภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวจากแฟ้มประวัติศาสตร์ รวมทั้งบทสัมภาษณ์ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งได้ร่วมโครงการ Kindertransport ออกจากประเทศเยอรมนีมายังฮอลแลนด์ และลงเรือสู่ประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น เคิร์ท ฟูเชล จากเวียนนา ที่หลังสงครามได้กลับไปอยู่กับทั้งพ่อและแม่ แต่ก็มีรอยร้าวและช่องว่างที่ขาดหายซึ่งไม่อาจจะประสานได้ง่ายๆ

ลอรี่ เซกัล นักเขียนนิยายสาว ซึ่งพยายามจะวิ่งเต้นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้แม่ของเธอมาที่อังกฤษ (ในเรื่อง ฟรานซี กรอซมานน์ แม่ของเธอให้สัมภาษณ์ด้วย) นอกจากนี้ ยังมี เออร์ซูลา โรเซนเฟลด์ จากประเทศเยอรมนี ที่พ่อของเธอถูกนาซีตีเสียชีวิตต่อหน้ากลุ่มชาวยิวนับแสน เมื่อพยายามเรียกร้องความยุติธรรม ก่อนที่เธอจะเดินทางกับโครงการฯ มายังเมืองผู้ดี ปัจจุบันเธอกลายเป็นคนอังกฤษอย่างเต็มรูปแบบ

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ นอร์แบร์กต์ วอลล์ไฮม์ หนุ่มยิววัย 25 ซึ่งเป็นคนช่วยจัดการประสานงาน โครงการ Kindertransport ทุกอย่างในเยอรมนี เพื่อให้เด็กแต่ละคนที่ได้รับการคัดเลือกออกจากประเทศในยุโรปตะวันออก ผ่านทางเยอรมนีไปสู่ฮอลแลนด์ได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่ตัวเขาเองต้องถูกจับไปอยู่ในค่ายกักกัน แต่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างที่เขาบอกว่า "ไม่มีเหตุผลใดๆ"

เรื่องราวเริ่มเล่าตั้งแต่ช่วง 9 เดือนก่อนที่จะเกิดสงคราม แต่ละคนมาพูดถึงความสุขวัยเด็กที่ยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวยิวที่มีฐานะดี เติบโตขึ้นมาในวัฒนธรรมแบบยิวที่ครอบครัวค่อนข้างจะแน่นแฟ้น อบอุ่น เด็กคือศูนย์กลางของครอบครัว

กระทั่งเริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นมากมายกับเด็กเชื้อสายยิว เช่น การให้ออกจากโรงเรียนปกติ การทำลายธุรกิจของครอบครัวยิว การถูกทำร้ายและด่าทอจากเด็กกลุ่มนิยมนาซี โบสถ์ของชาวยิวถูกเผา การกวาดล้างบ้านเรือน และให้ยิวไปรวมตัวกันอยู่ในที่จำกัด ฯลฯ

เหตุการณ์เกิดขึ้นคล้ายๆ กันในออสเตรีย และเชกโกสโลวะเกีย รัฐสภาของอังกฤษจึงได้เห็นชอบให้มีการตั้งโครงการ Kindertransport เพื่อที่จะช่วยเหลือเด็กชาวยิวที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี ออกมาจากประเทศ เพื่อมาอยู่ในการดูแลของครอบครัวอังกฤษที่เข้าร่วมโครงการ

ผู้รอดชีวิตแต่ละคน ยังคงจดจำวันที่พวกเขาต้องจากอกพ่อแม่ที่สถานีรถไฟได้อย่างแม่นยำ แต่ละคนย้อนเล่าถึงคราบน้ำตาของพ่อแม่ที่ไม่ต้องการให้ลูกจากไปสักนิด ลอรี คาห์น เล่าถึงบิดาที่ใบหน้าค่อยๆ ซีดเผือดลงเรื่อยๆ เมื่อใกล้เวลาที่เธอจะต้องจากไป ในที่สุดเขาก็ดึงเธอลงมาจากรถไฟ และภายหลัง เธอและพ่อแม่ถูกส่งไปอยู่ในค่ายกักกันยิวที่เอาสชวิตซ์ และเธอก็ถูกย้ายไปอีก 6 แห่ง โดยปราศจากพ่อแม่ หลังจากรอดชีวิตจากค่ายกักกันมาได้ เธอเหลือน้ำหนักตัวเพียง 58 ปอนด์เท่านั้น

ขณะที่เด็กๆ ซึ่งได้เดินทางไปอยู่ตามเมืองต่างๆ ของประเทศอังกฤษ ผลัดกันมาเล่าถึงประสบการณ์กับครอบครัวที่ไม่รู้จัก บ้างก็ต้องไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ชีวิตที่ต้องพลิกผันมาอยู่ในวัฒนธรรมที่แตกต่าง พ่อแม่อุปถัมภ์ชาวอังกฤษที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งการกอด ต่างจากพื้นฐานของครอบครัวชาวยิวที่เต็มไปด้วยความแน่นแฟ้นและใกล้ชิด

จูดี้ เดนช์ เล่าตั้งแต่ก่อนเริ่มสงคราม ระหว่างสงคราม จดหมายที่เขียนถึงกันระหว่างเด็กและพ่อแม่ที่ยังคงอยู่ในประเทศเก่า บ้างก็เขียนข้อความบอกเล่าเป็นนัยๆ ว่า กำลังเดินทางไปยัง "ตะวันออก" อันแปลความหมายได้ว่า เป็นสถานที่ตั้งของค่ายกักกันชาวยิว เรื่องราวเล่าไปอย่างง่ายๆ จนกระทั่งถึงหลังสงคราม เด็กในโครงการหลายคนได้กลับมาพบพ่อแม่อีกครั้ง ทว่า โดยส่วนใหญ่ไม่ได้พบกับพ่อแม่ของพวกเขาอีกเลย

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทุกๆ คนล้วนมีบาดแผลที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง

โดยเฉพาะ เอวา เฮย์มัน ซึ่งเป็นเจ้าของประโยคตอนต้นเรื่องนั้น ดูเหมือนว่าบาดแผลในจิตใจที่ถูกกระทำจะยังคงตอกย้ำไปอีกตลอดชีวิต และตามหลอกหลอนเธอไปจนกระทั่งในความฝัน

ผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมด ล้วนบอกเรื่องราวความทรงจำอันขมขื่นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ซึ่งเรื่องราวอัน โหดร้ายนี้ไม่น่าจะต้องเกิดขึ้นกับเด็กคนไหน หรือครอบครัวใดๆ เลย

เด็กหลายคนออกมาสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่ได้ต่อต้านน้ำใจของผู้ก่อตั้งโครงการ Kindertransport แต่อย่างใด ทว่า พวกเขาบอก... หากเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก พวกเขาจะไม่ยอมส่งลูกไปอยู่กับคนแปลกหน้า แต่จะขอตายด้วยกัน

กระนั้น หลายคนก็ขอบคุณและซาบซึ้งกับคุณค่าของชีวิตที่ยังเหลืออยู่ และพยายามประคับประคองให้ดำเนินต่อได้อย่างดีที่สุด ด้วยเหตุผลที่ อเล็กซานเดอร์ กอร์ดอน เด็กหนุ่มจากโปแลนด์ว่า... พระเจ้าคงต้องการให้เขามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรสักอย่าง

"อย่างน้อยก็เพื่อให้มีคนรุ่นๆ ต่อๆ ไปจากผมเกิดขึ้นมา เชื้อสายยิวยังคงต้องมีอยู่ต่อไปในโลกนี้"

ฝันเหนือฝันของชาวเช็ก


กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก พวกเขามีนัดกันในวันที่ 31 พฤษภาคม 2004 ที่ไฮเปอร์มาร์เก็ต (หรือซูเปอร์สโตร์) แห่งใหม่ "เชสกี เซ็น" (เช็ค ดรีม) ที่จะเปิดดำเนินการเป็นครั้งแรก คนจำนวน 3,000 กว่าคน ตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดง วัยรุ่น คนหนุ่มสาว ไปจนถึงคนแก่ชราอายุเหยียบ 90 มาพร้อมกันในเช้าวันสดใสหลังสิ้นสุดการเกิดสุริยุปราคา เพื่อจะพบว่า ทุกๆ อย่างเป็นเพียงความฝันเช่นเดียวกับชื่อซูเปอร์สโตร์เท่านั้นเอง

ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้รับข่าวสารจากโฆษณาเกี่ยวกับไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ โปสเตอร์ตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่บนท้องถนน ไปจนถึงโฆษณาบนรถราง แผ่นพับ ใบปลิว ฯลฯ ที่บอกเล่าคุณสมบัติความเป็นซูเปอร์สโตร์ในฝัน ที่มีนานาสารพัดสิ่งให้ทุกคนได้เลือกช็อปในราคาซึ่งถูกกว่าที่อื่นๆ ถึงครึ่งต่อครึ่ง นอกจากนี้ ยังมีมุมสันทนาการมากมาย และกิจกรรมหลากหลาย ให้ครอบครัวสามารถมาใช้เวลาร่วมกันได้ตลอดทั้งวัน

ก่อนหน้านี้ขึ้นไปอีก 2 หนุ่ม วิท คลูซ้าค และ ฟิลิป เรมุนดา กำลังจะจบการศึกษา พวกเขาคิดโปรเจ็กต์การโฆษณาสินค้าชิ้นหนึ่ง (ซึ่งไม่มีอยู่จริง) นั่นก็คือ เชสกี้ เซ็น ซูเปอร์สโตร์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า สำหรับภาพยนตร์เพื่อจบการศึกษา

พวกเขาได้ทุนรัฐบาล ทำให้สามารถทำตัวประหนึ่งเจ้าของสินค้า และเริ่มจ้างทีมที่ปรึกษามืออาชีพ ตั้งแต่คนออกแบบโลโก้ ออกแบบเสื้อผ้าให้ทั้ง 2 คนใส่ คิดภาพยนตร์ สปอตโฆษณา เพลงประกอบโฆษณาพร้อมนักร้อง และ วงออเคสตร้า ตลอดจนแพ็กเกจจิ้งต่างๆ ที่จะประกอบในภาพยนตร์ดังกล่าว และบิลบอร์ด 400 แห่ง กับใบปลิวอีก 200,000 แผ่น รวมทั้งค่าลงโฆษณาในสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร

Cesky Sen นับเป็นภาพยนตร์สารคดี ที่ถ่ายทอดการล่อลวงผู้บริโภคด้วยการโฆษณา ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ของสาธารณรัฐเช็ก พร้อมๆ กับทำให้อนาคตในการเป็นนักสร้างภาพยนตร์สารคดี ของ วิท คลูซ้าค และ ฟิลิป เรมุนดา เริ่มจะโดดเด่นและ รุ่งโรจน์ ด้วยความที่โครงการของเขาสามารถที่จะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น รวมทั้งสร้างภาพของสินค้าให้ผู้คนนับพันสนใจและเชื่อว่ามีอยู่จริง

คน 3,000 คน ที่ก่อนหน้านี้วิ่งแข่งกันเพื่อจะไปถึง เชสกี เซ็น ก่อนใคร เดินคอตก หลังจากค้นพบว่า ไฮเปอร์มาร์เก็ตในฝันของพวกเขา เป็นเพียงโครงเหล็ก ที่หุ้มผืนผ้าใบไว้เท่านั้น เสียงก่นด่า อย่างเช่น ...พวก นักการเมืองก็หลอกคน 10 ล้านคนทั้งประเทศไปแล้ว คนพวกนี้ยังมาซ้ำเติม ด้วยการหลอกคนเป็นพันๆ อีก... / ...เรื่องนี้มันก็บ้าพอๆ กับการเข้าร่วมกับสหภาพยุโรปของเช็กนั่นแหละ... / ...เขาไม่ควรหลอกใครอย่างนี้ เพราะเขาต้องรู้ว่า คนเช็กน่ะชอบกระโจนใส่เรื่องแบบนี้อยู่แล้ว... / ...ถ้าเขาจะหลอกเราก็ไม่น่าจะเป็นวันที่ 30 พฤษภาคมเลย น่าจะเปิดไปตั้งแต่เอพริลฟูลนั่น...

แต่กระนั้น ก็ยังมีชาวเช็กที่มองโลกในแง่ดี อย่าง ...ผมบอกแล้วว่า นี่ต้องเป็นเรื่องหลอกกันแน่ๆ แล้วก็เป็นอย่างที่ผมพูดจริงๆ เห็นมั้ย ผมมีความสุขมากที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เราน่าจะได้ของขวัญอะไรสักอย่างที่อุตส่าห์มานะผมว่า... / ...ผมก็ว่า เป็นเรื่องดีที่สามารถจะทำให้คนมากมายขนาดน ี้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์เสียบ้าง ที่นี่อากาศดีนะ ผมว่า ถ้าเราเตรียมตัวมาปิกนิกเสียเลยก็จะดีกว่านี้...

หลังการแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองแบบ คอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต สาธารณรัฐเช็กก็เริ่มที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง ให้เปิดรับแนวคิดแบบทุนนิยมมากขึ้น ในช่วงตอนของการเปลี่ยนแปลงมักจะเกิดอาการแปลกแยกทางวัฒนธรรม อย่างที่เรียกว่า คัลเจอร์ช็อก เกิดขึ้น ชาวเช็กคลั่งไคล้ในสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะ วัฒนธรรมจากโลกเสรีที่พวกเขาไม่เคยได้รับมาก่อน สารคดีเรื่องนี้ได้ตีแผ่สภาพสังคม รวมทั้งพฤติกรรมของชาวเช็กยุคใหม่ ออกมาอย่างดีเลิศ ถึงขนาดที่เหนือความ คาดหมายของเจ้าของภาพยนตร์ทั้งคู่เสียด้วยซ้ำ

Cesky Sen ได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมมากมาย ทั้งรางวัลภาพยนตร์ในประเทศเอง และในหลายเทศกาลภาพยนตร์ ทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวมถึงในเอเชียด้วย อย่างเช่น เทศกาลภาพยนตร์บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เทศกาลภาพยนตร์โซโลทอฟ วิตยาซ ประเทศรัสเซีย เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติจีออนจู ประเทศเกาหลี ฯลฯ

นับเป็นสารคดีที่ดูสนุกเรื่องหนึ่ง นอกจากอารมณ์ขันแบบ "ไฮเปอร์คอมมิก" ที่ตลกร้ายสำหรับผู้คนแล้ว ยังสนุกในแง่ของการติดตามขั้นตอนในแคมเปญโฆษณา และการถ่ายทำของพวกเขา ท้ายที่สุดแม้ วิท คลูซ้าค และ ฟิลิป เรมุนดา จะถูกยำเละจากกลุ่มคนที่ไม่พอใจ

แต่ทั้งคู่ก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในการล้อเล่นกับพฤติกรรมของประชาชนชาวเช็ก

แด่สันติภาพ และ ' เวนดี้ '


ภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องที่ 2 ของ โทมัส วินเทอร์เบิร์ก ผู้กำกับชาวเดนิช และยังเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งของคู่หู อย่าง ลารส์ ฟอน เทรียร์ ซึ่งมาเขียนบท Dear Wendy ทำให้ได้บรรยากาศแปลกๆ ของเมืองเล็กที่ไร้ชื่อแห่งหนึ่งในอเมริกา

เจมี เบลล์ หนุ่มน้อยมหัศจรรย์แห่ง Billy Elliot รับบทนำเป็น ดิ๊ก เด็กวัยรุ่นขี้เหงา ไร้เพื่อน เขาสร้างความผิดหวังให้กับบิดา เพราะไม่อาจทำงานเหมือง อันเป็นงานที่ “เหมาะสม” สำหรับชายชาตรีในสังคมเล็กๆ ที่เขาอยู่

บิดาเขาเสียชีวิตในไม่ช้าจากอุบัติเหตุในเหมือง ในความเดียวดาย ดิ๊ก สร้างโลกส่วนตัวขึ้นมา และเขาเกิดความผูกพันอย่างประหลาด กับ “เวนดี้” ปืนกระบอกเล็กๆ ที่ซื้อมาจากร้านขายของเล่น

เขา รวบรวมกลุ่มเพื่อนวัยรุ่นตั้งคลับ “แดนดีส์” ประกอบด้วย เฟรดดี (ไมเคิล แอนการาโน) ฮูอี้ (คริส โอเวน) ซูซาน (อลิสัน พิลล์) และสตีวี (มาร์ก เวบเบอร์) พวกเขายึดพื้นที่ใต้ดินของเหมืองเก่าเป็นที่รวมตัวกันสร้างสรรค์ ทดลอง และศึกษาการยิงปืนในสไตล์ของตัวเอง พร้อมกับตั้งกฎของกลุ่มขึ้นมา โดยเฉพาะการไม่เที่ยวเพ่นพ่านออกไปยิงคนที่เดินอยู่บนท้องถนน

ดิ๊ก บอกว่า ...พวกเราไม่เคยกังขาในสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยแม้แต่น้อย ทำไมเราจึงสามารถยิงปืนได้เฉพาะในเงามืด ของส่วนลึกสุดของเหมืองเท่านั้น แถมยัง ไม่ควรเปิดไฟให้สว่างด้วย เพราะอะไรน่ะหรือ? ถ้าเรานึกอยากจะยิงที่ไหนก็ได้ สัญชาตญาณในการฆ่าของพวกเราอาจจะถูกปลุกให้ตื่นก็ได้

เพราะฉะนั้นเราควรเรียกสัญชาตญาณของเราว่า “ความรัก” จะดีกว่า หากเรามีแต่ “ความรัก” เรื่องร้ายๆ ย่อมไม่มีทาง ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน...

คลับแดนดีส์ ดำเนินไปอย่างราบรื่น กระทั่งนายอำเภอครักบี (บิล พูลแมน) มาขอให้ ดิ๊ก ช่วยดูแล เซบาสเตียน (แดนโซ กอร์ดอน) วัยรุ่นผิวสีที่มีปัญหายิงคนตาย ทำให้สารบบของคลับ “แดนดีส์” ต้องเสียไป จนถึงกับทำให้การชุมนุม อันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาต้องล้มเลิก และต้องเผชิญกับตอนจบที่ไม่คาดคิด...

บรรยากาศของเรื่องราวที่คล้ายกับความฝัน ฝันของเด็กวัยรุ่นที่สร้างโลกเฉพาะของตัวเองขึ้นมา ด้วยความรักความผูกพันที่มีต่อสิ่งอันตราย ซึ่งเรียกว่า “ปืน” จนกระทั่งต้องตั้งชื่อให้คล้ายเป็นเพื่อนคู่ใจ คล้ายๆ กับคนที่ชอบตั้งชื่อข้าวของเครื่องใช้ให้ราวกับมีชีวิต

ดิ๊ก ปฏิบัติกับ เวนดี้เช่นผู้หญิงสวยที่เขาหลงรัก ความผูกพันที่สวยงาม เป็นเครื่องสะท้อนลักษณะความสัมพันธ์ต่อกันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ที่ค่อนข้างจะแห้งแล้งในความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์

แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะสร้างจากมุมมองของผู้กำกับชาวเดนิช แต่ก็จำลองเมืองเล็กๆ แห่งนี้ให้เป็นเมืองหนึ่งในอเมริกา บรรยากาศแบบสังคมจำลองที่ดูคล้าย ไม่เป็นจริง แต่เหมือนจงใจวิพากษ์อีกด้านหนึ่งของสังคมอเมริกัน ซึ่งซุกซ่อนไปด้วยความรุนแรง

สังคมที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เด็กๆ สามารถหาซื้อปืนได้ง่ายๆ ในร้านขายของเล่น แถมยังจับอาวุธราวกับเป็นปากกาหนึ่งด้าม

ดนตรีมีส่วนมากสำหรับอารมณ์ของเรื่อง Dear Wendy เองก็มีป๊อปร็อกของวง เดอะ ซอมบีส์ เป็นเพลงประกอบหลัก

ภาพยนตร์เล่าเรื่องได้มีท่วงทำนองน่าสนใจ เริ่มด้วยจดหมายของดิ๊ก ที่เขียนรำพึงรำพันถึงเวนดี้ที่เขาเพิ่งสูญเสีย ราวกับเป็นหญิงคนรัก ดิ๊กยังเป็นคนเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ ด้วยจดหมายที่เขาเขียนถึงเวนดี้ “จากชายหนุ่มผู้หวั่นไหวของคุณอีกแล้ว...”

ท่วงทำนองรำพึงรำพันจึงฟังราวกับเป็นลำนำกวี คล้ายๆ กับภาพยนตร์อีกหลายๆ เรื่องที่นำปัญหาหนักอก หรือความฟอนเฟะในสังคมมาเล่าเป็น ท่วงทำนองที่ดูราวกับเป็นเรื่องสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น The Million Dollar Hotel (2000) ของ วิม เวนเดอร์ส หรือ Mysterious Skin (2004) ของ เกร็ก อารากิ

ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดกว่าการพูดถึงด้านมืดอันโหดร้ายในสังคมแบบตรงไปตรงมา... (นะ)